โดย คุณธนิต โสรัตน์ / ประธานกรรมการ V-SERVE GROUP
เมื่อเร็วๆนี้ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปประเทศจีนตอนใต้ โดยใช้เส้นทางถนน ซึ่งหลายท่านคงแปลกใจว่าประเทศไทยสามารถใช้รถยนต์เดินทางไปประเทศจีนได้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะคนไทยที่เคยไปเที่ยวนครคุนหมิงก็ต้องใช้เดินทางโดยเครื่องยิน หากเป็นการขนส่งสินค้าก
็ต้องใช้การขนส่งทางทะเล อันที่จริงหากดูแผนที่จะเห็นว่าประเทศไทยกับประเทศจีน(ตนอใต้)นั้น
ไม่ห่างกัน โดยประเทศลาวกั้นอยู่เป็นระยะทางสั้นๆ โดยเส้นททางหลักที่กำลังพัฒนาให้เป็นเส้น
ทางเชื่อมโยงไทยกับจีน ก็คือ เส้นทาง
เส้นทางเศรษฐกิจ R3E (เชียงของ-หลวงน้ำทา-คุนหมิง)
เป็นเส้นทางที่จะมีความสำคัญในการเชื่อมโยงจังหวัดเชียงราย – ประเทศลาว และจีนตอนใต้ โดยไทยกับลาวบรรลุข้อตกลงที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง โดยเลือก Side C ที่บ้านดอนมหาวัน
ซึ่งอยู่ใต้อำเภอเชียงของประมาณ 10 กิโลเมตร ฝั่งตรงข้ามของ สปป.ลาว คือ บ้านดอน ซึ่งอยู่ในเขตเมือง
ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ค่าก่อสร้างล่าสุด 31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยออกให้ครึ่งหนึ่งแต่ยังหาข้อตกลง
ด้านค่าก่อสร้างฝ่ายลาวไม่ได้ เพราะล่าสุดทาง ADB ไม่ให้กู้ ขณะที่จีนเห็นว่าค่าก่อสร้างน่าจะประมาณ 10 ล้านเหรียญ เพราะไทยรวมค่าเวนคืนและถนนเชิงตีนสะพาน ตัวสะพานเฉพาะที่ข้ามแม่น้ำยาว 430 เมตร เส้นทางจากบ้านดอน
เมืองห้วยทราย ซึ่งเป็นเมืองที่มีแร่ไพลินมาก แต่คุณภาพยังไม่ดี เริ่มมีนักซื้อพลอยจากไทยเข้ามาเปิดบ่อพลอย
และซื้อขายแล้ว ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กๆ แต่ในอนาคตจะเป็นเมืองที่มีอนาคตในฐานะเป็น Gateway ประตูเศรษฐกิจ
ของลาว โดยที่แขวงบ่อแก้ว ไทยได้เข้ามาช่วยพัฒนาสร้างโรงพยาบาลและเมืองนี้ในอดีตเคยมีกงสุลไทย
เส้นทาง R3E เป็นเส้นทางระดับ Class II กว้าง 12 เมตร บนที่ราบ หากขึ้นเขากว้าง 9 เมตร โดยการก่อสร้างแบ่งเป็น
เส้นทางช่วงแรก จากห้วยทราย (Houay Xay) จนถึงบ้านสอด (Ban Sod) 84.77 กิโลเมตร
ประเทศไทยให้ลาวกู้ 1,210 ล้านบาท โดยบริษัทแพร่ธำรงวิทย์เป็นผู้สร้าง ซึ่งปัจจุบันถนนยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ พึ่งราดยางช่วงกิโลเมตรที่ 14-20 นอกนั้นเป็นลูกรังที่ยังไม่ได้บดอัด คาดว่าปลายปี พ.ศ. 2550 จะเสร็จ
ทางข้ามท่าเรือสู่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว
เส้นทางช่วงที่สอง จากบ้านสอดจนถึงเมืองน้ำลัง (Nam Lang) ระยะทาง 76.80 กิโลเมตร
โดยทาง ADB ให้ลาวกู้จำนวน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทางบริษัท เนาวรัตน์ พัฒนาจากประเทศไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยถนนเริ่มมีการอัดลูกรังบ้างแล้ว ก่อสร้างไปได้มากกว่า 40% จากช่วงกิโลเมตรที่ 112 จะผ่านเมืองเวียงภูคา
ถนนช่วงนี้ คดเคี้ยวมาก และทางขึ้นเขา ซึ่งจะเป็นปัญหากับรถเทลเลอร์ซึ่งบรรทุกตู้หนัก และถนนไม่ได้สร้างไหล่ทาง
สำหรับให้รถแซง น่าจะเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งที่เมืองเวียงภูคา มีเหมืองลิกไนต์เป็นเหมืองเปิด ซึ่งบริษัทไทยเป็น
ผู้รับสัมปทานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ยังมีแร่สำรองประมาณ 8 ล้านตัน โดยคุณภาพจะดีกว่าของอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
ในปี พ.ศ. 2548 สามารถส่งขายได้ 360,000 เมตริกตัน ลูกค้าก็เป็นบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงจะเอารถมารับที่ห้วยทราย
โดยถนนช่วงบ้านละว้ากิโลเมตรที่ 143-150 ถนนอยู่ในช่วงถางป่า ต้นไม้ เกะกะทั้งกลางและริมถนน ดูแล้วไม่แน่ใจว่าปี
พ.ศ. 2550 จะสร้างเสร็จทันตามกำหนด ปัจจุบันรถขนส่งยังใช้ไม่ได้จะมีรถโดยสารจากเวียงจันทน์ใช้ระยะเวลา 7 วัน
คือวิ่งไปติดหล่มไป หากฝนตกก็รอจนถนนแห้ง
เส้นทางบางช่วงของ R3E กม.ที่ 142 – 150 ยังอยู่ในช่วงถางป่า
(บทความในเดือนมิถุนายน 2549)
เส้นทางช่วงที่สาม เส้นทางน้ำลัง-หลวงน้ำทา ไปจนถึงเมืองบ้านนาเตย และเมืองบ่อเต็นติดชายแดนจีน
ระยะทาง 66.43 กิโลเมตรทางจีนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งให้กู้และก่อสร้างโดยให้เปล่า 249 ล้านหยวนและเงินกู้
ไม่มีดอกเบี้ยอีก 499 ล้านหยวน ถนนเสร็จเกือบบริบูรณ์ ซึ่งจีนสร้างได้ดีมาก สามารถทำความเร็วได้ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเส้นทางจะตัดตรงผ่านทางแยกเมืองหลวงน้ำทา ผ่านบ้านตาหล่าม บ้านน้ำแดง , บ้านห้อยคำ
โดยตลอดเส้นทางจากเมืองเวียงภูคา ทางลาวจะโค่นต้นไม้ถางป่าเป็นเทือกๆ เปลี่ยนไปปลูกยางพารา ซึ่งเส้นทางจะคดเคี้ยวแต่ไม่มากเหมือนเส้นทางช่วงที่สอง ซึ่งถนนจะผ่านเมืองนาเตย (Nateui)
ซึ่งเป็นทางแยกลงใต้ไปนครหลวงพระบาง ไปออกเส้น 13 เหนือ แต่หากเลี้ยวซ้ายก็จะไปเมืองบ่อเต็น (Boten) ซึ่งเป็นชายแดนลาวก่อนที่จะเข้าไปเมืองหม่อฮัน (Mo Han) หรือซึ่งคนไทยเรียกบ่อหานเป็นเมืองชายแดนของจีนที่เมือง
นาเตย จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์เปลี่ยนถ่ายรถ โดยเส้นทาง R3E จากบ้านคอนมหาวัน อำเภอเชียงของ
จะมาสิ้นสุดที่เมืองบ่อเต็นของ สปป.ลาว ระยะทาง 228 กิโลเมตร โดยจะมีการเปิดเป็นทางการในกลางปี 2550 แต่กว่าจะสร้างสะพานและถนนใช้งานได้จริงน่าจะเป็นปี พ.ศ. 2551 โดยรถของไทยที่จะเข้าไปในประเทศจีนจะต้องนำรถ
ไปตรวจสอบสภาพและอบรมคนขับรถซึ่งทางจีนจะตรวจสอบอย่างละเอียดจริงๆ
ข้อมูลทั่วไป (แขวงบ่อแก้วและแขวงหลวงน้ำทา)
ลาวเหนือ แขวงบ่อแก้ว แขวงหลวงน้ำทา
ที่ตั้ง
ทิศเหนือ ติดกับ จีน แขวงพงสาลี
ทิศใต้ ติดกับ แขวงหลวงน้ำทา
ทิศตะวันออก ติดกับ แขวงอุดมไชย
ทิศตะวันตก ติดกับ จังหวัดเชียงราย พม่า
พื้นที่ (ตารางกิโลเมตร) 6,196 9,325
ลักษณะพื้นที่ ที่ราบสลับกับภูเขา ภูเขาสูง
จำนวนประชากร 149,700 คน 150,000 คน
ความหนาแน่นของประชากร 24 คน/ตร.กม. N/A
ทรัพยากรที่สำคัญ ข้าวเหนียว แร่ ป่าไม้ วัตถุดิบทางการเกษตร เช่น อ้อย ข้าวโพด ข้าวเหนียว และของป่า
เส้นทางสาย R3E ในประเทศจีน
เส้นทางสาย R3E ส่วนที่เข้าไปในประเทศจีนจะมีจะแบ่งเป็นหลายช่วง โดยมีระยะทางรวมกันประมาณ 736 กิโลเมตร โดยเส้นทางที่ผ่านพรมแดนลาว (เมืองบ่อเต็น) จะเข้าสู่เมืองหม่อฮั้น (Mo Han) หรือ บ่อหาน
โดยจีนกำลังก่อสร้าง Hi-Way ยกระดับขนานไปกับแม่น้ำและมีการเจาะทำเป็นอุโมงค์ทะลุเขา
เส้นทางนี้จะผ่านเมืองเมงเปง (Meng Peng) เมืองลา (Meng La) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง
หลังจากนั้นจะผ่านเมืองกวนเล่ย (Guanlei) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือริมแม่น้ำโขง ที่สำคัญของจีนตอนใต้
โดยสินค้าจากท่าเรือเชียงแสนของไทยกว่า 80-90% จะต้องมาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือแห่งนี้
ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ห่างจากด่านชายแดนหม่อฮั้ง (บ่อหาน) ประมาณ 102 กิโลเมตร โดยโครงการแรกลงทุนไป
258 ล้านหยวน
ประกอบด้วย หน้าท่ายาวกว่า 300 เมตร เป็นลักษณะลาดเป็นระดับ สำหรับขนถ่ายสินค้า ซึ่งสามารถขน
ถ่ายสินค้าในปี 2005 มีเรือเข้า-ออกกว่า 2,847 เที่ยวคิดเป็นน้ำหนัก 68,000 เมตริกตัน เป็นมูลค่าประมาณ 460 ล้านหยวน สินค้าเกือบทั้งหมดส่งมาประเทศไทยที่ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แต่บางครั้งเรือจีนก็ไปขนถ่ายนอกท่าเรือเชียงแสน
ทางจีนบอกว่าขาดดุลไทยเพียง 550 ล้านบาท (เฉพาะผ่านการขนส่งทางแม่น้ำโขง) ขณะที่ตัวเลขของไทยได้ดุลการค้า 2,041 ล้านบาท แสดงว่าสินค้าบางส่วนคงมีการดำดินเข้าไทย โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนที่สำคัญก็คือน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ป.ต.ท.
จะขนน้ำมันส่งไปขึ้นท่าจิ่งหง ปีละ 2,800 เที่ยว หรือประมาณน้ำมัน 150,000 ตัน นอกจากนี้ก็มี ยางแผ่น , มังคุด , ลิ้นจี่ ,
ทุเรียน , ลำไยแห้ง , น้ำมันพืช ซึ่งจะส่งต่อไปที่นครคุนหมิงและเมืองฮกเกี้ยน ส่วนสินค้านำเข้าจะมีพืชจากจีน ผัก ผลไม้ , กระเทียม ซึ่งส่งมาจากคุนหมิงเมืองหูหนานและเมืองเฉินกง ซึ่งเป็นเมืองปลูกผักกะหล่ำที่สำคัญของยูนาน โดยอัตราค่าขนส่งสินค้าจะมีการคิดทั้งแบบเป็นน้ำหนักคือขาล่องไปไทยประมาณ 220 หยวนต่อเมตริกตัน แต่ขากลับจากไทย
มาจีนอัตราไม่แน่นอน มีตั้งแต่ 250-350 หยวน ขึ้นอยู่กับขนส่งช่วงฤดูไหน หรืออาจมีการคิดเหมาเป็นคันรถ หากรถขนขนาดกลาง
ก็เหมาไปคันละ 1,000 หยวน โดยการขนถ่ายลงเรือก็ยังเป็นระบบดั้งเดิมคือกรรมกรแบกสินค้าขึ้น-ลง จากเรือ โดยอาศัย
ไม้กระดานแผ่นเดียวที่เรียกว่า “เทียว์” จากการสอบถามตารางการเข้า-ออกของเรือไม่แน่นอนไม่มี Schedule เรือเข้ามาก็ขนลงและก็ขนขึ้นสินค้าเต็มลำเรือก็ออก ระบบขนส่งด้วยเรือสินค้าในแม่น้ำโขงจะเป็นเรือเหล็ก แบบเปิดระวาง
ที่เรียกว่า “เรือฮั่วฉวน” หรือบ้างก็เรียกว่า “เรือจือหาน” แปลว่าเดินได้เอง แต่เรือประเภทนี้คนจีนในไทยจะเรียกว่า “เรือโป๊ะจ๊าย” ทั้งหมดอยู่ในมือนักธุรกิจของจีน หากเป็นเรือขนาด 300 ตัน จะมีห้องโดยสารอยู่ท้ายเรือบางลำดัดแปลงให้เป็นห้องนอนรวมไว้บริการนักท่องเที่ยวประเภทฝรั่งแบกเป้ ทั้งนี้ การควบคุม
การจอดเพื่อขนถ่ายสินค้า ยังไม่มีการควบคุม ทำให้มีสินค้าหนีภาษีมาก โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์พบว่ามีการขนจากท่าเรือกวนเล่ย แต่กลับไม่มีรายการเมื่อขนมาที่ท่าเรือในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะกับไทยเท่านั้น ทาง สปป.ลาวก็มีปัญหา
และต้องการให้มีการควบคุม เพราะมีการจอดเรือตาม “หัวโขง” โดยนำของหนีภาษีเข้าไปในลาว และขนไม้ของลาวออกมา
ทางท่าเรือกวนเล่ย มีโครงการที่ 2 ในการขยายท่าเรือให้เป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์ (Container) โดยจะมีหน้าท่ากว้าง 120 เมตร
รองรับ Container ได้ 15,000 TEU ต่อปี และจะขยายเป็น 28,000 TEU ในปี ค.ศ. 2008 โดยจีนใช้งบประมาณกว่า 36 ล้านหยวน โดยการระเบิดภูเขาเป็นลูกๆ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ จีนเขาคิดก็ทำเลย โดยมี Gantry Crane หรือเครนหน้าท่า ที่จีนเรียกว่า
“หลงเมินเกียว” แปลว่า ที่ยกมังกรยักษ์ แบบที่ใช้ขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือฉงซิ่งริมแม่น้ำแยงซีเกียง ทางภาคตะวันตก
โครงการจะเสร็จในต้นปี 2007 ทั้งนี้ จีนได้ต่อเรือสำหรับบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 300 ตันลำแรกของแม่น้ำโขง
ชื่อเรือ“เจียไค่” (HeHai) เป็นการร่วมลงทุนของบริษัทยูนานซือเหมาเดินเรือจำกัด โดยวิ่งขนส่งออกจากท่าเรือจิ่งหงมาท่าเรือเชียงแสน สินค้าส่วนใหญ่จากไทยจะมาสิ้นสุดที่ท่าเรือกวนเล่ยและจะถูกขนส่งทางถนนต่อไปยังนครคุนหมิงระยะทาง 650 กิโลเมตร ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าสินค้าเข้าสู่ประเทศจีน จากการสอบถามการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์บนเส้นทางแม่น้ำโขง
ยังเป็นลักษณะ Domestice Container ไม่ใช่ Oversea คือเป็นการขนส่งภายในประเทศ เพราะเส้นทางขนส่งทางแม่น้ำโขง
ยังไม่เป็นเส้นทางเดินเรือสากล ระบบการประกันภัยสินค้ายังไม่มี ซึ่งทางจีนให้ความสำคัญกับการขนส่งทางแม่น้ำโขงมาก
ขณะที่ไทยดูว่าจะไม่ค่อยสนใจนัก โดยเฉพาะทางจีนเข้าครอบครองแม่น้ำโขง ทั้งในด้านคมนาคมขนส่งและการควบคุมระดับของแม่น้ำ โดยจีนได้สร้างเขื่อนเพื่อกั้นน้ำของเสร็จเรียบร้อยแล้ว 4 เขื่อน เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรก คือ เขื่อนมานวาน (Manwan)
ซึ่งมีความสูง 126 เมตรสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2539เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งที่ 2 คือเขื่อน ต้าเฉาชาน (Dachaoshan)
เขื่อนแห่งที่ 3 คือ เขื่อนเซี่ยวหลาน (Xiaowan) ซึ่งเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ สันเขื่อนสูงถึง 300 เมตร เขื่อนที่ 4 คือ
เขื่อนจิงหง (Jinghong) มีความสูง 118 เมตร เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่สี่ในเขตจังหวัดยูนานของประเทศจีน
ตั้งอยู่ในเขตสิบสองปันนา กำลังผลิตติดตั้ง 1,500 เมกกะวัตต์ โดยกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้คาดว่าจะขายให้กับประเทศไทย เมื่อเริ่มกักเก็บน้ำทำให้แม่น้ำโขงตลอดทั้งสายโดยเฉพาะที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีระดับน้ำลดลงอย่างเป็นประวัติการณ์ และการระเบิดแก่งหินทำให้ตะกอนทรายจากทางเหนือของแม่น้ำไหลมาทับถมพื้นน้ำทำให้แม่น้ำโขงตอนใต้มีการตื้นเขิน
และยังก่อให้เกิดการพังทลายของตลิ่ง ซึ่งเกิดขึ้นที่อำเภอเชียงของ , อำเภอเวียงแก่นที่บ้านปากอิ่งและบ้านห้วยลึก จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ปีที่ผ่านมายังพบว่าระดับน้ำบนแม่น้ำโขงขึ้นลงไม่เป็นธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อการประมง เกษตรริมน้ำ และวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำจำนวนมาก ทั้งนี้ การที่มีเขื่อนถึง 4 เขื่อนของแม่น้ำโขง ทำให้มีการกักน้ำและ ปล่อยน้ำเป็นช่วงเวลาทำให้น้ำในแม่น้ำของที่เคยไหลอย่างอิสระกลายเป็นแม่น้ำที่ขึ้น–ลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เป็นไปตามความต้องการไฟฟ้าบางเดือนน้ำขึ้น 3 วัน น้ำลง 2 วัน บางเดือนน้ำลง ๔ วัน น้ำขึ้น ๒ วัน ปรากฎการณ์เช่นน
ี้ไม่เคยมีในอดีต เพราะโดยปกติน้ำจะค่อยๆ ลดลง และลดลงเต็มที่ในช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปีเท่านั้น
ทั้งนี้ จีนกำลังมีโครงการสร้างเขื่อนแห่งที่ 5 ที่เมืองสามหลั่นป้า หรือ กาหลันป้า (แปลว่ามะขามป้อม) อยู่ตรงกลางระหว่างเมือง
เชียงรุ่งกับท่าเรือกวนเล่ย เขื่อนแห่งนี้ทางจีนแจ้งว่าจะ เริ่มสร้างในปี 2007 เมื่อสร้างเสร็จต้องใช้เวลากักน้ำ 5 ปี จึงจะเต็มเขื่อนและที่เชียงรุ่งจะมีโครงการสร้างทะเลสาบขนาดใหญ่ ชักน้ำจากแม่น้ำโขงเป็นโครงการขนาดใหญ่
เพื่อเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายทั้งไทยและจีนก็ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับระดับของน้ำสำหรับการขนส่งแต่กลับทำให้สามารถขนส่งได้ทั้งปี ส่วนการก่อสร้างเขื่อนกาหลั่นป้า จีนกำลังทบทวนการก่อสร้างก็อาจจะไม่ดำเนินการก็ได้
เส้นทางจากเมืองกวนเล่ย สามารถไปนครจิ่งหงหรือที่คนไทยรู้จักว่าเชียงรุ่ง ซึ่งจีนจัดให้เป็น Hub สำหรับขนส่งสินค้า
พืช ผัก ผลไม้ และสินค้า ซึ่งใช้การขนส่งทางแม่น้ำโขง โดยเมืองกวนเล่ย จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปสู่นครคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลยูนาน เส้นทางจะผ่านเมืองสิ่ง (Meng Xing) ซึ่งเป็นชุมทางสามารถเชื่อมโยงกับแขวงพงศาลีของ
ลาวทางทิศตะวันตก และเชื่อมโยงกับเมืองสิงห์ใน แขวงหลวงน้ำทาทางทิศตะวันออก จากนั้นเส้นทางจะตัดตรงไปเข้าเมือง
กาหลั่นป้า และเข้าสู่เมืองจิ่งหงหรือเชียงรุ่ง ซึ่งอยู่ในเขตปกครองตนเอง สิบสองปันนา โดยเป็นระยะทางในช่วงนี้ 320 กิโลเมตร
เส้นทาง Hi-Way นี้จีนกำลังก่อสร้าง โดยสามารถเชื่อมโยงไปสู่นครคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลยูนานระยะทาง 650
กิโลเมตร ปัจจุบันสร้างไปแล้ว 60-70% เหลือเพียงระยะทางช่วงเมืองซือเหมา (Simao) กับเมืองเสี่ยวเมินหยาง (Xiaomenyang)
ความยาว 98 กิโลเมตร ซึ่งกำหนดให้คุนหมิงเป็น Hub เชื่อมโยงกับประเทศไทย และเป็นเมืองยุทธศาสตร์ส่งออกผัก ผลไม้ และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเข้าไทยและอาเซียน โดยใช้เส้นทางสาย R3E ขณะที่ไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ที่จะใช้ประโยชน์อะไร จากเส้นทางนี้แต่หลายจังหวัด เช่น เลย , อุตรดิตถ์ , น่าน ทำยุทธศาสตร์ของเชื่อมโยงกับเส้นทาง R3E ซึ่งไทยต้องเตรียมการรองรับมูลค่าเพิ่มจากเส้นทางเพราะนอกจากสินค้าแล้วจะเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล
จากจีนที่จะใช้การท่องเที่ยวทางถนน
|