
เวียดนาม (Vietnam) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist
Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน
ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และอ่าวตังเกี๋ย
ประวัติศาสตร์
ในสมัยโบราณเวียดนามแบ่งเป็น 3 อาณาเขต คือ ตังเกี๋ย อันนัม และโคชินจีน
อาณาจักรจามปาหรืออันนัมได้รบกับจีน 2 ครั้ง ที่เมืองเว้ ในปี พ.ศ.
989 และ พ.ศ. 1048 เมื่อมีพระพุทธศาสนาจึงทำให้มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
ในปี พ.ศ. 1512 อาณาจักรเวียดนามหลังกู้อิสรภาพจากจีน ก็มีราชวงศ์ดินห์
ครองอำนาจ และมีราชวงศ์เล ราชวงศ์ไล (ปี พ.ศ. 1553)และราชวงศ์ตรัน
ในปี พ.ศ. 1522 อาณาจักรจามปาเข้าสู่ยุคเสื่อมโทรมจนสูญสิ้นในที่สุด
เพราะต้องทำสงครามกับอันนัมบ้าง เขมรบ้าง บางคราวเป็นเมืองขึ้นเขมร
บางคราวเสียดินแดนให้กับอันนัม
ในปี พ.ศ. 1903 กษัตริย์เชบองงาได้ตีจามปาคืนได้ทั้งหมดและได้รุกถึงฮานอยของอันนัม
จนกระทั่งสวรรคตในการยุทธทางทะเล ทำให้ดินแดนที่ได้ต้องสละคืนไปหมด
ในปี พ.ศ. 2435 ราชวงศ์เหงียน พระจักรพรรดิเกียลองได้ทำลายอาณาจักรเจนละน้ำของกัมพูชาได้
พุทธศตวรรษที่ 22 มีพ่อค้าและบาทหลวงเข้ามาในเวียดนาม นักสอนศาสนาได้ประดิษฐ์ภาษาเวียดนามอักษรโรมัน
ทำให้ชาวเวียดนามเลิกใช้อักษรจีน
ต่อมาพระปนัดดาขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระองค์นับถือขงจื๊อนิยมวัฒนธรรมจีนอย่างเคร่งครัด
จึงใช้วิธีกำจัดชาวคริสต์ เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสแทรกแซงประเทศและยึดเวียดนามไดในเวลา้ต่อมา
การเมือง
การเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดผูกขาดการชี้นำภายใต้ระบบผู้นำร่วม
(collective leadership) ที่คานอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ ได้แก่
1. กลุ่มปฏิรูป ที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ นำโดยนายกรัฐมนตรี ฟาน วัน ขาย
2. กลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศ เพราะเกรงภัยของ วิวัฒนาการที่สันติ
(peaceful evolution) อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ
และ
3. กลุ่มที่เป็นกลาง ประนีประนอมระหว่างสองกลุ่มแรก นำโดยประธานาธิบดี เจิ่น ดึ๊ก เลือง
ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับแนวทางการบริหารประเทศให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง
มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ในย่างก้าวที่รวดเร็วนัก
เวียดนามได้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ สมัยที่ 11 เมื่อ 19 พฤษภาคม
พ.ศ. 2545 มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 498 คน เป็นผู้สมัครอิสระเพียง
2 คน ที่เหลือเป็นผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคคอมมิวนิสต์
สภาแห่งชาติมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีหน้าที่ตรากฎหมาย แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานาธิบดี
ประธานรัฐสภา และ นายกรัฐมนตรี
สภาแห่งชาติชุดใหม่ได้เปิดประชุมเมื่อ 19 กรกฎาคม 2545 โดยสภา
ได้มีมติสำคัญๆ คือ
1. รับรองผลการเลือกตั้งเมื่อ 19 พฤษภาคม 2545
2. เลือกตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ประจำสภา
3. การเลือกตั้งให้นายเหวียน วัน อาน ดำรงตำแหน่งประธานสภาต่อไป
(เมื่อ 23 กรกฎาคม)
4. การเลือกตั้งให้นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป
(เมื่อ 24 กรกฎาคม) และ
5. เลือกตั้งให้นายฟาน วัน ขาย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป (เมื่อ
25 กรกฎาคม) และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 สิงหาคม 2545 โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
26 คน มีรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั่งใหม่ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ
หลายคนเคยดำรงรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงนั้น ๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกระทรวงใหม่
3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม
และกระทรวงภายใน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารประเทศมากขึ้น
ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ดำเนินไปด้วยดีในปัจจุบัน
4. แผนงานการปฏิรูประบบราชการสำหรับปี ค.ศ. 2001-2010 เน้น 4 ประเด็น
ได้แก่ การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร การยกระดับความสามารถของข้าราชการ
และการปฏิรูปด้านการคลัง
การแบ่งเขตการปกครอง
ประเทศเวียดนามแบ่งเป็น 59 จังหวัดและ 5 เทศบาลนคร ดังนี้
ก้วงไง
ก้วงตริ
ก้วงนัญ
ก้วงนัม
ก้วงบิ้ญ
ขัญฮั่ว
คนตุม
คั้นทอ*
ค่ามอ
คาวบ้าง
เคียนเกียง ช็อกตราง
ชอนลา
ญาลาย
ด๊งทัป
ด๊งไน
ด๊ากโนง
ด๊ากล้าก
ดานัง*
เดี่ยนเบียน
ตร้าวิญ
ตายนิญ
|
ไถเงียน
ไถบิ้ญ
ทัญฮั่ว
ทั่วเทียน-เว้
เทียนกวง
เทียนเกียง
นัมดิ่ญ
นิญถ่วน
นิญบิ้ญ
บ้ะเหรี่ย-วุ้งต้อ
บักเลียว
บ๊ากเกียง
บ๊ากขั่น
บ๊ากนิญ
บิ้ญดวง
บิ้ญดิ่ญ
บิ้ญฟวก
เบ๊นเตร
ฝูถ่อ
ฝูเยน
ยิ้ญถ่วน
เยนไบ๋
|
ลงอัน
ลามดอง
เล่าไค
ไลชาว
วิ้ญฟุก
วิ้ญลง
หลั่งซอน
ห่าวเกียง
เหง่อัน
อันเกียง
ฮั่วบิ้ญ
ฮ่าเกียง
ฮ่าตาย
ฮ่าติญ
ฮานอย*
ฮ่านาม
ฮูงเยน
โฮจิมินห์*
ไฮ่ดวง
ไฮฟอง*
|
ภูมิศาสตร์
เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแนวยาว และ มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเเหนือและใต้
แต่มีภูเขาที่มีป่าหนาทึบแค่ 20%
ลักษณะภูมิประเทศ
มีที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง
และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี ฟาน ซี ปัน
ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ft) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค
คือยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม
ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้
ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว
สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ)
เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง
300 เซนติเมคร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5?C
(41?F) ถึง 37?C (99?F)
ชายแดน
ทั้งหมด 4,639 km (2,883 mi) โดยติดกับประเทศกัมพูชา 1,228 km (763
mi) ประเทศจีน 1,281 km (796 mi) และ ประเทศลาว 2,130 km (1,324
mi)
เศรษฐกิจ
1. เกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวเจ้า ยางพารา ชา กาแฟ ยาสูบ
2. การทำเหมืองแร่ที่สำคัญ คือ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ
3. อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมทอผ้า ศูนย์กลางอยู่ที่โฮจิมิน
4. การประมง เวียดนามจับปลาได้เป็นอันดับ 4 ของสินค้าส่งออก เช่น
ปลาหมึก กุ้ง ตลาดที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์
แม้ว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจจะเป็นเหตุผลที่มีความสำคัญรองจากเหตุผลทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในการที่อาเซียนรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิก
แต่ก็ยังคงความสำคัญในระดับหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ความสัมพันธ์ทวิภาคีทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและประกาศถอนทหารออกจากกัมพูชา
และเมื่อเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่กรุงปารีสในปี 1991
เหตุผลทางเศรษฐกิจที่เป็นแรงจูงใจให้เวียดนามต้องการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน
1. การสนับสนุนและความช่วยเหลือในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนาม
ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมจากประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งเวียดนามมองว่าเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการปรับสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์และการปรับนโยบายต่างประเทศ
การเข้ารวมกลุ่มอาเซียนจะทำให้เวียดนามมีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนาประเทศจากสมาชิกต่างๆ
อันจะมีส่วนเอื้ออำนวยและเร่งการพัฒนาของตนไปสู่ระบบเศรษฐกิจการตลาดซึ่งตั้งอยู่บนหลักการของการแข่งขันได้ในที่สุด
2. เวียดนามให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและระบบเศรษฐกิจของโลก
การเป็นสมาชิกของอาเซียนจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในเขตการค้าเสรีอาเซียน
และนำเวียดนามไปสู่ความคุ้นเคยกับแนวทางปฏิบัติในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับโลก
อันจะมีผลดีและเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่จะผลักดันเวียดนามให้ก้าวไปสู้การเป็นสมาชิกของ
APEC และ WTO ได้ในที่สุด
3. ในฐานะของสมาชิกอาเซียน เวียดนามหวังที่จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของการค้าและการลงทุนกับประเทศอาเซียนทั้งหลาย
ขณะเดียวกันในขณะที่การค้าภายในกลุ่มอาเซียนกำลังขยายตัว เวียดนามก็ได้ตระเตรียมและปรับทิศทางการส่งออกของตนที่จะไปสู่ตลาดอาเซียนนี้อย่างจริงจังมากขึ้น
การนำเข้าของเวียดนามจากอาเซียนในขณะนี้เป็นครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดของทั้งหมดของเวียดนาม
และประมาณร้อยละ 30 ของการค้าทั้งหมดของเวียดนามที่มีกับอาเซียนนอกจากนี้
เวียดนามยังหวังว่าตนจะได้รับสิทธิพิเศษ GSP อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
และเวียดนามยังจะเป็นจุดส่งออกที่สำคัญสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ
ในด้านการลงทุน ทั้งเวียดนามและประเทศในกลุ่มอาเซียนจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้าไปลงทุนในเวียดนามโดยเวียดนามจะสามารถดูดซึมเทคนิค
วิทยาการและเทคโนโลยีที่ผ่านมากับการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของการร่วมทุน
ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการผลิตของเวียดนาม และขณะเดียวกัน นับตั้งแต่เวียดนามเปิดประเทศและประกาศกฎหมายว่าด้วยการลงทุนต่างชาติ
ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ให้ความสนใจลพยายามแสวงหาโอกาสเข้าไปลงทุนในเวียดนาม
ทั้งนี้เพราะอาเซียนก็สนใจในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกันทั้งด้านการค้าและการลงทุน
เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดใหญ่มีประชากรถึง 73 ล้านคน มีความสมบูรณ์ทางทรัพยาธรรมชาติ
มีแรงงานที่มีศักยภาพและมีราคาถูก การมีเวียดนามเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นจะทำให้อาเซียนมีประชากรเพิ่มเป็น
420 ล้านคน และจะมีผลผลิตมวลรวมภายในถึง 500 พันล้าน เหรียญสหรัฐฯ
อันจะทำให้อาเซียนมีศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นไปอีก
ในปัจจุบัน ประเทศที่ได้รับการอนุมัติด้วยมูลค่าลงทุนมากที่สุดได้แก่สิงคโปร์
ซึ่งมีโครงการการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจำนวนโครงการ ด้วยมูลค่า
5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าการลงทุนของประเทศสมาชิกอาเซียนในเวียดนามคิดได้เป็นร้อยละ
27.69 ของมูลค่าของการลงทุนต่างชาติทั้งสิ้นในเวียดนาม กล่าวคือในมูลค่า
8.14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่าของการลงทุนต่างชาติทั้งสิน 29.4
พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีโครงการทั้งสิ้น 337 โครงการ โดยมาเลเซียลงทุนเป็นอันดับ
2 รองจากสิงคโปร์ ไทยลงทุนเป็นอันดับ 3 ประเภทของการลงทุนที่สมาชิกอาเซียนดำเนินการในเวียดนาม
ได้แก่
อุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้างสำนักงาน ที่อยู่อาศัย การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและการแปรรูปอาหาร
เวียดนามหวังว่าการลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนนี้จะมีส่วนช่วยถ่วงดุลการลงทุนจากเกาหลีใต้
ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกันในส่วนของอาเซียน เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้อาเซียนยินดีรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกก็คือ
การเข้ารวมกลุ่มอาเซียนของเวียดนามนั้นจะมีผลไปเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกทั้งอำนาจในการต่อรองทางการเมืองทั้งหลาย
ต่างก็มีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจร่วมกันอันนำไปสู่การยอมรับกันในที่สุด
แนวโน้มในอนาคต
สิ่งที่น่าจับตามองในอนาคตก็คือ บทบาทของเวียดนามทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในอาเซียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีหลังนั้น เวียดนามจะมีศักยภาพหรือเพิ่มศักยภายในการถ่วงดุลให้กับอาเซียนในกรณีความขัดแย้งหมู่เกาะสแปรตลีย์ได้หรือไม่
และอีกทั้งความคาดหวังอาเซียนในผลประโยชน์ด้านต่างๆที่จะได้รับจากการรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มจะบรรลุหรือไม่เพียงใด
เป็นประเด็นที่น่าติดตามและน่าจะได้มีการศึกษาต่อไป
ประชากร
มีจำนวน 75.1 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 203.2 คน : ตารางกิโลเมตร
วัฒนธรรม
จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2542 ประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 80% ที่ถือว่าตนเองไม่มีศาสนา
ที่เหลือนั้นนับถือ ลัทธิเต๋า พุทธมหายาน โรมันคาทอลิก โปรแตสเตนท์
และ อื่นๆ แต่ก็มีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นชาวจาม
เมืองหลวง ฮานอย
เมืองใหญ่สุด โฮจิมินห์ซิตี
ภาษาราชการ ภาษาเวียดนาม
รัฐบาล รัฐคอมมิวนิสต์
- เลขาธิการพรรค นง ดึ๊ก หม่านห์
- ประธานาธิบดี เหงียน มินห์ เตรียต
- นายกรัฐมนตรี เหงียน ถัน ซุง
เอกราช
ประกาศ 2 กันยายน พ.ศ.
2488
เป็นที่ยอมรับ จาก ฝรั่งเศส พ.ศ. 2497
เนื้อที่ 331,689 ตารางกม.
ประชากร
ก.ค. 2548 ประมาณ 84,238,000 คน
2542 ประมาณ 76,323,173 คน
GDP (PPP)
รวม
ต่อประชากร 2548 ค่าประมาณ 251.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สกุลเงิน ด่อง (VND)
เขตเวลา
ฤดูร้อน (DST) (UTC+7)(UTC+7)
รหัสอินเทอร์เน็ต .vn
รหัสโทรศัพท์ +84