สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ซินจ่าว......เวียดนามกลาง

ซินจ่าว......เวียดนามกลาง

ซินจ่าว......เวียดนามกลาง

 

 

                “ซินจ่าว....เวียดนาม”       คำนี้คือมนต์เสน่ห์แห่งการต้อนรับนักเดินทางในรูปแบบคาราวานเยือนอินโดจีนอย่างเราเรา   และอบอวลด้วยกลิ่นไอแห่งมิตรภาพจากชาวเวียดนาม

                เว้ – ดานัง – ฮอยอัน เป็นเมืองมรดกโลกแห่งวัฒนธรรมในเวียดนามตอนกลาง แม้จะมีประเทศลาวกั้นกลางอยู่ก็ตาม  ทว่าไม่ยากสำหรับการเดินทางของชาวคาราวาน “ เนเจอร์คลับไทยเลนด์ “

                มุกดาหาร _______จังหวัดชายแดนไทย-ลาว โดยมีแม่น้ำโขงกั้นแบ่งเขตโดยธรรมชาติ และเป็นด่านพรมแดนที่มีเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เจริญมากและยังเป็นจังหวัดที่เพิ่งจะมีอายุแค่ 25 ปี  เท่านั้น โดยเมื่อก่อนนั้นเป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ  ที่ขึ้นอยู่กับจังหวัดอุบลราชธานี ครับผม

           และที่นี่ ก็เป็นจุดเริ่มต้นนัดพบรวมพลชาวคาราวาน ณ โรงแรมพลอยพาเลช เป็นโรงแรมใหญ่ที่สุด ของจังหวัดนี้

              รถทุกคันจะต้องติดสติ้กเกอร์เบอร์รถเรียงลำดับในการเรียกขาน และเพื่อความเป็นระเบียบปลอดภัยในการขับขี่   พร้อมติดตั้งวิทยุประจำรถเพื่อฟังรายงานการจราจรในต่างแดน จากรถนำขบวนของกับตันทีม หรือคาราวานลีดเดอร์  “  สมศักดิ์  ดีไสว “  นั่นเอง   สรุปว่าการเดินทางในครั้งนี้มีรถร่วมการเดินทาง ทั้งหมด 15  คัน  จำนวนคนก็ 51 คนครับ  แต่ก่อนที่จะเดินทางในวันรุ่งขึ้น เย็นวันแรกนี้จะต้องพบปะและฟังการบรรยาย กติกาการเดินทางในรูปแบบคาราวานและแนะนำตัวผู้ร่วมเดินทางกันก่อน            

เริ่มต้นการเดินทางที่มุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาว -  สะหวันนะเขต – เมืองพิน – ลาวบาว - เว้ – ดานัง – ฮอยอัน- กองตุม – บ่อเกลือ -  อัตตะปือ – เซกอง – ปากเซ – จำปาสัก และกลับสู่ด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี

 นี่คือเส้นทางคาราวานไทย ลาว เวียดนาม สำหรับทริปนี้โดยเดินทางเป็นวงกลมไม่ซ้ำทางเดิมครับ การขับรถต้องเรียงตามเบอร์รถเพื่อสะดวกกับการเรียกขานโดยไม่มีการขับแซงกันเพื่อความปลอดภัย นี้คือหัวใจของการเดินทางในรูปแบบคาราวาน  เมื่อทุกท่านปฎิบัติตามกติกาแล้วจะท่องเทียวด้วยความสนุกปลอดภัยครับ

              เช้าแห่งการเดินทางทุกคนก็ตื้นเต้นกับการขับรถในต่างแดนเพราะ ลาว -  เวียดนาม นั้นต้องขับรถชิดขวา  แต่รถของเราพวงมาลัยอยู่ด้านขวาและชิดซ้ายขบวนรถเตรียมพร้อมหน้าโรงแรมพลอยทุกคนเช็ควิทยุสื่อสาร  รหัส 01 เป็นการเรียกขาน รถนำขบวนและแทนตัวผู้ขับ ซึ่งก็คือ สมศักดิ์ เช่นเคยครับ  รถทุกคันพร้อมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สะพานมิตรภาพ ไทย – ลาวแห่งที่สอง รองจาก จังหวัดหนองคาย   และกำลังจะสร้างสะพานแห่งที่สามในอนาคตข้างหน้า ที่ อำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายที่เป็นส่วนหนึ่งของถนนสาย R3E  เชื่อมกรุงเทพ-คุนหมิงที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญของอาเซียนนั่นแหละครับ   แต่ การเดินทางในครั้งนี้เราจะเดินทางบนเส้นทางสาย R9 ไทย – ลาว – เวียดนาม

              การเดินทางผ่านแดน  จะมีด่านศุลกากร และ ต.ม. เพื่อตรวจเอกสาร ตามกฎหมายระหว่างประเทศจากนั้นก็ขับรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย -  ลาว แต่จะข้ามกันง่าย ๆ ก็ไม่ได้ จะต้องเสียเงินค่าบำรุงสะพานคันละ 50 บาท ไป - กลับ  ก็ 100 บาท ถึงจะข้ามแม่น้ำโขงได้อย่างสะดวก 
              แม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำที่มีความยาวนับพันๆ  กิโลเมตร  ต้นน้ำอยู่ปลายเทือกเขาหิมาลัยมณฑลซิงไห่ ประเทศจีน ปลายแม่น้ำแห่งนี้ก็ไหลออกสู่ทะแลจีนใต้ที่นคร โฮจิมินน์  (ไซ่ง่อน ) ประเทศเวียดนามโน้น แม่น้ำสายนี้จึงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่านและหล่อเลี้ยงผู้คนในหลายประเทศ  ตั้งแต่ จีน – พม่า – ลาว – ไทย – กัมพูชา และเวียดนาม รวมความยาวก็ประมาณ 4000 กิโลเมตร เมี่อเราขับรถข้ามสะพานเข้าสู่ ประ เทศลาว ทุกคันต้องขับรถชิดขวา นะครับ หากขับชิดซ้าย  " เดี๋ยว รถของลาวสิตำเอาเด้อ... " และผิดกฎหมายของประเทศลาวนะครับ

               สะบายดี เจ้า  เสียงทักทายของไกด์ ชาวลาว ซึ่งก็แปลว่า สวัสดี นั่นเองพวกเราก็ตรวจเอกสารเข้าประเทศลาวด้วยความชื่นมื่นและได้รับการ "ฮับต้อน" คณะคาราวานด้วยความอบอุ่นเข้าสู่แขวงสะหวันเขต เป็นแขวงที่อยู่ตอนกลางของประเทศลาวและเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ดีมีการค้าระหว่างไทยและเวียดนามปัจจุบันการขนส่งสินค้าผ่านแดนนั้นสะดวกสบายมากเพราะมีสะพานเชื่อมไปมาแตกต่างกับเมื่อก่อนต้องขนส่งสินค้ากันทางเรือยามฤดูน้ำน้อยจะลำบากพอสมควร  ดังที่เราเคยเห็นข่าวในทีวี ก่อนมีการเปิดสะพาน  เมื่อราวสองปีก่อน ที่ทางจีนสร้างเขื่อนกักน้ำตอนบน ทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างระดับน้ำแห้งเหือดไปมากในหน้าแล้ง การนำรถสินค้าข้ามฟากระหว่างไทย-ลาวด้วยแพขนานยนต์ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะน้ำน้อย การเดินเรือใหญ่ๆก็ติดแก่งหิน และท้องทรายกลางน้ำโขง เมื่อสะพานเปิดใช้ได้ ปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป ดังนั้น ค่าบำรุงสะพานก็ไม่แพงเลยครับถ้าแลกกับความสะดวกสบายเช่นนี้

                จากสะหวันนะเขต คณะเราก็ออกเดินทางสู่ชายแดนลาว – เวียดนาม ระยะทาง ก็ 240 ก. ม. เท่านั้น หากใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ ก็สไตล์ของเรานะครับ ขับไป เทียวไป  แวะเที่ยวพระธาตุ อิงฮังกันทั้งขบวน ชมความเก่าแก่ของโบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองแห่งสะหวันนะเขต   องศ์พระธาตุอิงฮังนั้นนับว่าเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และมีความสำคัญยิ่งต่อพี่น้องชาวลาว  ไกด์ลาวเขาบอกว่า   ในครั้งพุทธกาล...พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่แล้วมานั่งพักอิงหลังที่ต้นโพธิ์ใหญ่บริเวฯแห่งนี้เพื่อแสดงธรรมต่อมวลมนุษย์  คำว่า  " อิงฮัง" ก็มาจากอิงหลังนั้นเอง
               ต่อมาก็มีการสร้างองค์เจดีย์ขึ้นมาบูชา ต่อเทพเจ้าเป็นศิลปะแบบอินเดียบนยอดเจดีย์มีการบรรจุพระสารีริกธาตุ ที่สำคัญ    บานประตูไม้ก็มีการแกะสลักด้วยศิลปะแบบอินเดียนั่นคือ “ ภาพกามาสูตร"   ปัจจุบันนี้บานประตูไม้นั้นได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอพระแก้ว ณ  “นครหลวงเวียงจันทน์ “ เ อ้าท่านใดจะไปดูก็ได้  ไปที่เวียงจันทน์  ทริปหน้านะครับ

                สายหน่อยขบวนก็ออกจากพระธาตุอิงฮังก็มุ่งหน้าสู่ชายแดนลาว – เวียดนามระยะทาง 240 กม. ตามเส้น

ทางหมายเลข 9 ผ่านเมืองเล็ก ๆ ระหว่างทาง “ ทุกท่านครับ “ เสียงวิทยุดังจาก 01 “ ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่เมืองเซโน อาณาเขตของเมืองเล็ก ๆแห่งนี้ กำลังจะเป็นการเขตอุตสาหกรรม การลงทุนระหว่างประเทศ ในอนาคตจะมีการก่อสร้างโรงงานและโรงแรมหลายแห่งตอนนี้ก็มีโรงงานประกอบรถยนต์ของเกาหลียีห้อ ฮุนได    เข้ามาตั้งอยู่เพื่อเป็นฐานประกอบรถยนต์หกล้อเล็กให้พี่น้องชาวลาวซื้อใช้เป็นจำนวนมากและติดยี่ห้อโกลาว ครับ จะเห็นวิ่งอยู่ทั่วประเทศลาว “

 จากเมืองเซโน เราก็ผ่านเมืองพลานชัย  และแวะรับประทานอาหารกลางวันที่เมืองพิน ร้านอาหารก็มีให้เลือกหลายร้าน  จากเมืองพินไปถึงชายแดนลาว-เวียดนามก็ไม่ไกล แค่ 6-7 กิโลเมตรเท่านั้น ถนนหนทางก็สะดวกสบายลาดยางอย่างดีถนนเส้นนี้ก็ได้รับการช่วยเหลือทางงบประมาณจากญี่ปุ่นครับ

               ที่ด่านชายแดนลาวเขาก็จะเรียกว่า “แดนสวรรค์” เป็นชื่อที่มีความสุขแต่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เป็นเพียงด่านสากลระหว่างประเทศแต่ก็เป็นหน้าด่านการค้าที่สำคัญของประเทศลาว คณะเราตรวจเอกสารผ่านแดนโดยใช้เวลาไม่นานนักจากนั้นก็เข้าสู่ประเทศที่สาม  นั้นคือ  “ เวียดนาม ” ที่ด่าน “ลาวบาว”“

                 ซินจ่าวกับ ชาวคาราวานเนเจอร์คลับไทยแลนด์  เสียงใส ๆ ของไกด์ชาวเวียดนามที่กล่าวต้อนรับด้วยภาษาไทยที่ยังไม่แข็งแรงนัก 

                   “ ลาวบาว ”  เป็นเขตเศรษฐกิจการค้าที่เวียดนามให้ความสำคัญมีนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานมากมาย รวมทั้งมีของนักธุรกิจชาวไทยมาทำโรงงานหลายบริษัท หนึ่งในนั้นก็มี “ เครื่องดื่มกระทิงแดง” แล้วก็สินค้าปลอดภาษีให้พวกเราได้ช็อบปิ้งด้วยครับ จากลาวบาว ก็มุ่งหน้าเข้าสู่นครเว้   ระยะทางราว 150 กม. ผ่านหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ มีเมืองใหญ่เช่น กวางตรี บนเส้นทาง ของเวียดนามนั้นจะเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ในอดีตไม่ว่าจะเป็นสงครามภายในประเทศเอง หรือสงครามในสมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคม รวมทั้งสงครามต่อสู้กับอเมริกา แต่เวียดนามก็ยังนับว่าเป็นประเทศที่

สวยงาม มีอารยธรรมยาวนาน  หลายเมืองในเวียดนามก็ได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลกแห่งวัฒนธรรมและธรรมชาติ” โดยองค์การยูเนสโกครับ

                    “เวียดนาม”  เป็นประเทศที่มีอนาคตสดใสในรูปแบบการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจและการลงทุน มีภูมิประเทศที่ติดกับทะเลตั้งแต่เหนือจรดใต้  มีประชากราว 60ล้านคนมีเมืองหลวง ชื่อ “ ฮานอย ”  ปัจจุบันการปกครองเป็นรูปแบบสังคมนิยมมีรัฐบาลพรรคเดียว หากผมจะเล่าให้ฟังก็คงใช้เวลาอีกหลายวัน ขอแค่พอสังเขปนะครับ

เวียดนามในอดีตที่ผ่านมาก็มีการปกครองในระบอบกษัตริย์ มีราชวงค์ต่าง ๆที่สืบทอดอำนาจกันมานับร้อยๆปี โดย เช่น ราชวงค์โง ราชวงค์ดิงด์  ราชวงค์เดียนเล ราชวงค์หลี  ราชวงค์โฮ จนมาถึงราชวงค์ เหวียน ในปี พ.ศ.2335 – 2426  เป็นราชวงศ์สุดท้าย  หลังจากนั้นก็ตกอยู่ในการปกครองของนักล่าอาณานิคมของตะวันตกนั่นก็ คือ ฝรั่งเศส เป็นเวลานานนับสิบ ๆ ปีครับ

                     คณะคาราวานของพวกเราออกจากลาวบาว บ่ายโมงกว่า วันนี้โชคไม่ค่อยดีนักมีพายุฝนฟ้าคะนอง อากาศปิด แต่เราชาวคาราวานก็เดินทางต่อไปโดยไม่หวั่นต่อสภาพอากาศ ออกจากลาวบาวก็ฟังรายงานกันเรื่อยๆจาก  01  พร้อมกับชมบรรยากาศของบ้านเมือง “ อ้าวทุกท่านครับ ขอให้ทุกท่านดูพี่น้องชาวเวียดนามหากท่านใดเห็นคนเวียด ลงพุง  ไม่ว่าผู้หญิงหรือชายมารับเงินที่ 01 ได้คนละ ร้อยบาท  ครับ ”

                      เวียดนามกับประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวเป็นของคู่กัน  การเดินทางหากรู้ประวัติศาสตร์สักนิดก็จะทำให้การท่องเที่ยวมีอรรถรสและเข้าใจความเป็นอยู่ของชนชาตินั้นๆมากยิ่งขึ้น  การปกครองในระบบราชวงศ์ที่มีมานานแสนนาน แต่องค์ที่โดงดัง เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวดีก็คือ “กษัตริย์ไคดิงห์”  เพราะมีการสร้างสุสานที่ใหญ่โตงดงามมาก อีกพระองค์ที่ดังไม่แพ้กันก็คือ “กษัตริย์หมิงหม่าง”  ปัจจุบันยังเป็น ชื่อ เหล้าขาวอันทรงพลัง คือ “เหล้าหมิงหม่าง” ด้วย เนื่องจากพระองค์มีพระชายานับร้อย  จึงเชื่อกันว่าพระองค์ทรงโด๊ปเหล้าเสริมพลังนั่นเอง  แต่น่าเสียดายที่พระองค์อายุไม่ยืนยาวนัก

                      ในยุคปี พ.ศ. 2401 นักล่าอาณานิคมชาวฝรั่งเศสก็เริ่มเข้ามามีบทบาทและยึดประเทศเวียดนามโดยยกพลขึ้นบกที่ดานังเพื่อขยายอิทธิพลทางการค้า การทหาร ด้วยสาเหตุที่กษัตย์หมิงหม่าง มีนโยบายต่อต้านพวกคาทอลิกและมีการสั่งประหารมิชชันนารีคาทอลิกชาวฝรั่งเศส ก็เลยทำให้ฝรั่งเศสนำมาเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดประเทศเวียดนามในปี 2504 โดยเข้ายึดเมืองไซ่ง่อน และผนวกหัวเมืองต่าง ๆรวมกันแบบเบ็ดเสร็จได้ในปี 2410 ตั้งแต่นั้นมา หลังจากเวียดนามได้สูญเสียเอกราช ก็ทำให้ชาวเวียดนามไม่พอใจที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ก็มีการต่อสู้กันเรื่อยมามีการก่อตั้งกลุ่มชาตินิยมองศ์กรลับใต้ดิน  ประกอบไปด้วยขุนนางและนักวิชาการต่าง ๆ จนถึงยุคของ “ โฮจิมินห์ ” นักคิดแห่งการต่อสู้ทางสติปัญญามีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสขึ้นมาในปี 2464  เพื่อปลดปล่อยประเทศ แต่การต่อสู้ของ โฮจิมินห์ เป็นประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่,มากจะเขียนหรือเล่านั้นต้องใช้เวลายาวนานเช่นกัน เอาเป็นว่ายกไปโอกาสอื่นนะครับ เพราะขณะนี้ขบวนจะถึงเมืองเว้ ซึ่งเป็นนครหลวงของเวียดนามในอดีตแล้ว

                      พอถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นมาบุกยึดครองเวียดนามได้โดยรวดเร็วราวในปีพ.ศ. 2483 ญี่ปุ่นประกาศให้เวียดนามเป็นอิสระจากฝรั่งเศสแต่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของญี่ปุ่นโดยมี “กษัตริย์เบาได๋” เป็นประมุข แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้นญี่ปุ่นก็แพ้สงคราม “ โฮจิมินห์” ต้องหลบหนีเข้าสู่ป่าเขาและมีการประกาศก่อตั้งสันนิบาตปฏิวัติ เป็นที่รู้จักก็คือ “เวียดมินห์” เพื่อปลดแอกเวียดนามให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และ อยู่ภายใต้การนำของคอมมิวนิสต์

                       เวียดนามในยุคปี 2488 รัฐบาลไม่เข้มแข็ง กษัตริย์เบาได๋ ก็ไม่มีอำนาจเป็นเพียงหุ่นเชิด  โฮจิมินห์ก็พยายามที่จะสถาปนาตัวเองให้ป็นผู้นำทางการเมืองร่วมกับกลุ่มผู้รักชาติโดยเข้ายึดพื้นที่ทางภาคเหนือที่ฮานอยและเข้ายึดนครเว้แล้วก็ปลดกษัตรย์เบาได๋ลงจากตำแหน่ง และตั้งรัฐบาลที่กรุงฮานอย จากนั้นก็ประกาศสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี จนภายหลังก็กลายเป็นลุงโฮ หรือ “อังเคิลโฮ” ที่คนทั้งโลกรู้จัก และอยู่ในใจนักต่อสู้ชาวเวียดนามจนถึงทุกวันนี้

                       “ทุกท่านครับยังมีต่ออีกยาวนานนะครับ แต่ตอนนี้ขบวนของเรากำลังจะเข้าสู่นครเว้ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนครหลวงของเวียดนาม โรงแรมกรีนระดับ 4 ดาว เป็นที่พักสำหรับพวกเราชาวคาราวานในค่ำคืนนี้”

 

                       เว้ ในยามเช้าวันใหม่อากาศสดใส  เว้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลมีพรมแดนติดกับประเทศลาวที่มีภูเขาทอดตั้งยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้เรียกว่าตะวันตกเป็นภูเขาตะวันออกเป็นทะเลเมืองก็จะได้รับอิทธพลจากน้ำทะเลสูงมาก จะเห็นข่าวสารบ้านเมืองเกี่ยวกับน้ำท่วมตลอดไม่ว่าจะเป็น   เมือง ดานัง หรือฮอยอัน ก็จะเกิดอุทกภัยแทบทุกปี   แม้แต่วันนี้ที่คณะคาราวานมาเยือนในต้นฤดูหนาว  ก็ยังเจอสภาพฝนตกตลอดคืน นครเว้มีแม่น้ำหอมไหลผ่าน ชาวบ้านจะเรียกว่าแม่น้ำเฮืองซึ่งมันก็แปลว่าหอมนั้นแหละครับ เหนือเมืองเว้ขึ้นไปเล็กน้อยสัก 7ก.ม. ก็จะ

มีวัดเทียนหมุ ตั้งอยู่ริมลำน้ำหอมมีเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมตั้งเด่นเป็นสง่าสูง 7 ชั้นวัดนี้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์

ของชาวพุทธในเวียดนามที่นับถือมาก   วัดเทียนมุแห่งนี้ก็มีข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในยุคสงครามเวียดนาม เนื่องจากมีพระ

สงฆ์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเทียนหมุแห่งนี้เดินทางไปประท้วงรัฐบาลที่ไซ่ง่อนโดยใช้วิธีนั่งสมาธิกลางถนนแล้วใช้น้ำมันราดตัวก่อนจุดไฟเผาตัวตายเพราะว่า ถูกผู้นำรัฐบาลยุคนั้นกดขี่และย่ำยีให้เลิกนับถือศาสนาพุทธ หลักฐานที่ยังเห็นอยู่ก็คือ ซากรถยนต์ที่ท่านเจ้าอาวาสขับไปประท้วง และรูปถ่ายภาพที่ท่านถูกไฟเผาท่วมร่าง ที่เป็นภาพประวัติศาสตร์ ทุกท่านครับ เมืองเว้ในอดีตก็เป็นเมืองหลวงของเวียดนามในสมัยการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ซึ่งกษัตย์ องศ์ สุดท้ายก็คือ กษัตร์เบาได๋ นั่นแหละครับ

                         จากวัดเทียนหมุขบวนคาราวาน ก็ขับรถเข้าสู่เมืองเว้ วันนี้เราจะพาทุกท่าน ไปชมพระราชวังเว้ ที่กว้างขวางใหญ่โตมีกำแพงล้อมรอบยาวนับสิบ ก.ม. น่าจะได้ และจะเห็นธงแดงดาวเหลืองผืนใหญ่ปลิวไสวบนยอดเสาสูง

ภายในพระราชวังมีกำแพงหลายชั้นตัวพระราชวัง ถูกทำลายโดยการทิ้งระเบิดของไอ้กัน เอ๊ย  …พวกอเมริกันแต่

ก็ยังเหลือซากบางส่วนให้พวกเราได้เดินเที่ยวชมประวัติศาสตร์ก่อนที่จะพากันช็อบปิ้งรอบบริเวณลานจอดรถตามระเบียบก่อนที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองดานังตามเส้นทางหมายเลข 1  เลียบทะเลจีนใต้ระยะทาง เพียง 120 ก.ม. แหม..คุณเชื่อมั๊ย ครับว่า 120 ก.ม.  นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าเบื่อ พอสมควรเพราะกฎหมายของประเทศเขาห้ามขับรถเร็วเกิน 60   ก.ม. ต่อชั่วโมง เนื่องจากรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานของเขาเยอะมากครับ  และปริมาณรถขนาดใหญ่ ก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะรถใหม่ทั้งสิบล้อและเทรนเลอร์ แต่ไม่เป็นไรทุกคนก็เพลิดเพลินกับบรรยากาศในต่างแดนชมตึกรามบ้านช่องและวิวทิวทัศน์  รวมทั้งสุสานสอง ข้างทางนับร้อย ๆ แห่ง พร้อมฟังการรายงานจาก 01  ไปด้วย ก็ชิวๆ..ดีนะครับ

                      ที่เวียดนามนี่ดีอย่าง คือ  อาหารทะเลถูกครับ แล้วก็อร่อยโดยเฉพาะร้านอาหารแถวอ่าวลังกอ ก่อนที่จะขับรถเข้าอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา “ ไหเวิน”  ที่มีความยาวถึง  6 ก.ม. เพิ่งจะเปิดใช้ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เองพอพ้นอุโมงค์ทุกคน

ก็เห็นอ่าวดานังที่กว้างใหญ่

                      “ ดานัง ”   เป็นเมืองเศรษฐกิจ ที่ดีมาก มีท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญแม้จะสู้ท่าเรือแหลมฉบังของเราไม่ได้ แต่ก็มีหาดทรายที่ยาวต่อเนื่อง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเวียดนามยามคลื่นลมสงบ ท่านครับ ประวัติศาสตร์ของเมืองดานังเกี่ยวกับการต่อสู้ในยุคสงครามของการล่าอาณาจักรของชาวตะวันตกไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสจนถึงอเมริกา พวกนี้จะยกพลขึ้นบกที่ดานังนี่เองครับ แล้วก็เกิดสงครามจนต้องแบ่งประเทศออกเป็นสองฝ่ายคือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้โดยใช้เส้นรุ้งที่17 บริเวณเมืองกว๋างจิ หรือเมืองกวางตรี เป็นจุด แบ่งเขต   ภายหลังต่อมาผู้ที่สามารถรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียวกลับคืนมาได้ก็คือ โฮจิมินห์ครับ แม้ว่าลุงโฮจิมินห์จะหมดลมก่อนที่จะเห็นการรวมชาติสำเร็จก็ตาม  แต่ทว่าลุงโฮนี้แหละเป็นผู้นำหรือเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เวียดนามรวมชาติได้ในปี 2518  แหมยิ่งเล่ายิ่งมันส์... เอาเป็นว่าเราไปเที่ยวต่อกันดีกว่า จากดานังเราจะไปเมืองฮอยอัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลแล้วครับ

                       “  ฮอยอัน ”  เป็นเมืองเก่าแก่และยังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกแห่งวัฒนธรรมมีชาว

เวียดนามเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เยอะ มีแม่น้ำทูโบนไหลผ่าน  ทุกท่านครับเมืองนี้จะเผชิญเหตุการณ์ภัยธรรมชาติและ อุทกภัยทุกปีก็ว่าได้ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานเขาเล่ากันว่าสมัยก่อนจะมีพ่อค้าชาวโปรตุเกส ชาวจีน ชาวญี่ปุ่นมาจอดเรือขนถ่ายสินค้าและแลกเปลี่ยนกันที่นี่ครับ จนต่อมาเวลายาวนานนับศตวรรษปากแม่น้ำก็ตื้นเขินจนเรือใหญ่เข้าไม่ได้ จึงย้ายท่าเรือขนถ่ายสินค้าไปที่ดานังแทน   ปัจจุบันฮอยอันก็ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นเมืองโบราณ รวมทั้งอาคารบ้านเมือง วัดจีน และสะพานญี่ปุ่น ทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมราวกับได้ย้อนยุคไปสู่สมัยโบราณ จนทำให้เมืองนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น  พิพิธภัณฑ์ ที่มีชีวิต

       เมืองนี้ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของชาวไทยและยิ่งเป็นที่โด่งดังยิ่งขึ้น ก็จาก ละครทีวีไทยเรื่อง  “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” นั่นไงครับ  ทำให้ชาวไทยเดินทางมาเที่ยวเมืองนี้ล้นหลามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสะพานญี่ปุ่นที่เป็นสัญลักษณ์แห่งฮอยอัน และเป็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ ผสมผสานระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ทุกท่านต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจากถ่ายรูปกันแล้วก็ไม่พลาด  พี่ไทยเราก็ช็อบปิ้งกันอย่างสบายอุรา ก่อนที่จะเดินทางกลับกันในวันรุ่งขึ้นครับ

                      วันนี้คณะเราเดินทางออกจากฮอยอันก็วิ่งผ่านดานัง มุ่งหน้าสู่เมืองกองตุม นับว่าเป็นเส้นทางสายธรรมชาติที่สวยงามมีน้ำตกขนาดใหญ่ริมทางให้แวะพักชมและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน คลายเหนื่อยกันด้วยกาแฟร้อน ๆ จากทีมงานบริการ ทำให้ทุกท่านสดชื่นขึ้น ก่อนขับรถต่อเพื่อเข้าถึงเมืองกองตุมในยามเย็นแล้วพักค้างแรมอีกสักคืนก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ประเทศลาวในวันรุ่งขึ้นที่ด่านบ่อเกลือ  แขวงอัตตะปือ เป็นเมืองชายแดนลาว เวียดนามที่อยู่ใต้สุดของประเทศลาว  บนเส้นทางนี้  เราจะได้เห็นธรรมชาติ ของป่าเขาที่ป่าไม้ยังสมบูรณ์และสวยงามมาก และยิ่งไปกว่านั้นเราจะได้สัมผัสกับดินแดนแห่ง “  มหานที  สีทันดร ”  แห่งแม่น้ำโขงชมน้ำตกคอนพะเพ็ง ที่มีสมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอเชีย ”

ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกับเขตแดนแห่งประเทศลาว กัมพูชา  ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยที่ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี

โดยสวัสดิภาพ

                         นี่คืออีกหนึ่งทริปของการเดินทางในรูปแบบคาราวานขับรถท่องเที่ยวอินโดจีนของชาว “คาราวานเนเจอร์คลับไทยแลนด์”   หลังจากที่เขียนถึงทริปแรก “ คาราวานสู่แชงกรีลา แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า” กันไปแล้วในตอนที่ 1  ก็ขอขอบพระคุณสมาชิกผู้ร่วมทางและผู้สนับสนุนทุกท่าน รวมทั้งท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้ครับ  แล้วพบกับคาราวานท่องโลกในแถบอินโดจีนกันใหม่กับทริปหน้าในกัมพูชา ครับ
 

                                “ตามเบียด.....แฮนกัพไล”                  ลาก่อน...แล้วพบกันใหม่   

 

สมศักดิ์   ดีไสว

 

น้ำตกเซกะตามในลาว แขวงเซกอง

 

 น้ำตกตาดแฝก

พระธาตุเก่าแก่เมืองอัตตะปือ
 
    
เข้าสู่เวียดนามด้วยเส้นทางอัตตะปือ กองตุม ดานัง
พิพิธภัณฑ์ชนชาติจามในดานัง

 
ศิวลึงค์ที่เชื่อว่าเป็นจ้าวโลก และควรค่าแก่การบูชาในยุคนั้น
 
เรือกระจาดริมทะเล ดานัง
สะพานญี่ปุ่น ฮอยอันฉันรักเธอ
เรือจำลอง ฮอยอัน
 
 
 
 

Tags : คาราวานสู่เวียดนาม Caravan to Center Vietnam

view