สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คาราวานสู่แชงกรีลา...แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า ปี 2005

คาราวานสู่แชงกรีลา...แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า ปี 2005
คาราวานสู่แชงกรีลา...แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า ปี 2005
 

 

             ความฝันของนักเดินทางในรูปแบบคาราวานขับรถไปเอง ด้วยระยะทางไป-กลับ กรุงเทพฯ ถึง แชงกรี-ลา รวมแล้วเกือบ 6,000 ก.ม. โดยประมาณ  และต้องขับรถผ่านไทย-ลาว เข้าสู่จีน ซึ่งผม สมศักดิ์  ดีไสว ในฐานะคาราวานลีดเดอร์ ของทีมคาราวานเนเจอร์คลับ(ทยแลนด์) ก็ได้นำชาวคาราวานหลายคณะไปเยือนแชงกรี-ลา มาหลายครั้ง  ซึ่งแต่ละครั้งก็จะได้พบ ได้เห็นบรรยากาศแตกต่างกันไป  แต่เส้นทางนี้ ก็ได้รับการขนานว่า เป็นสุดยอดแห่งการเดินทางเส้นทางหนึ่ง ทั้งในรูปแบบคาราวานขับรถไปเอง หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเครื่องบินก็ตาม  ในปัจจุบัน ก็มีนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค จากหลายมุมโลกมุ่งหน้าไปเช่นกัน  แต่การกินอยู่ ที่พัก อาหาในแถบนี้ ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ และค่อนข้างรวดเร็วครับ  จาก 3 ปีก่อน ที่เส้นทางด่วนหลายเส้นทางกำลังเร่งก่อสร้าง  เราก็ต้องใช้เส้นทางเก่าวกวนบนเขาเสียเวลานาน และเสี่ยงกับรถใหญ่สวนมาอย่างเร็วในเส้นทางเล็กๆบนเขาที่ไม่มีไหล่ทาง  แถมรถจากไทยก็เป็นรถพวงมาลัยขวา  ผู้ขับรถชาวคาราวานก็ต้องระมัดระวังกันมาก  ยิ่งช่วงไหน เผชิญกับหิมะ  ทางก็ยิ่งลื่น  ขับกันไปก็สวดมนต์กันไปครับ  แต่ในปัจจุบัน ก็สะดวกขึ้นมากแล้ว ทั้งเส้นทางและที่พัก อาหาร ที่พร้อมรองรับคณะทัวร์จากทุกมุมโลก ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ทัวร์ห้าดาว จนถึงพวกแบ็คแพ็คเกอร์

                ในส่วนที่ผมจะกล่าวถึง ดินแดนสวรรค์สุดขอบฟ้า..แชงกรี-ลา แห่งนี้  ก็คงเป็นแนวถนัดของผม คือ การไปท่องเที่ยวในรูปแบบของขบวนคาราวาน ซึ่งสมาชิกแต่ละท่านขับรถไปกันเองจากเมืองไทย  และเป็นคาราวานมิตรภาพอย่างแท้จริง เพราะการร่วมทางกันในช่วงเวลาสิบกว่าวันผ่าน  3 ประเทศ และหลายเมือง  ทุกท่านจะต้องตื่นเช้าตรู่ ขับรถทำเวลาไปให้ถึงจุดหมายแหล่งท่องเที่ยว  และต้องอยู่ในกติกาของการขับรถ เพื่อความปลอดภัย  เพราะหากเกิดอุบัตุเหตุในต่างแดน  ย่อมไม่มีผลดีกับทุกฝ่าย  ทุกท่านก็จะมีความสามัคคี และช่วยเหลือ กันเป็นอย่างดี ในหลายๆทริปที่ผ่านมา  จนสมาชิกหลายท่านก็กลายเป็นเพื่อนซี้มิตรแท้ กันไปหลังกลับจากการเดินทางอันยาวนาน

                13 วันแห่งการเดินทางเริ่มต้นจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย  ซึ่งเป็นจุดนัดพบคณะเพื่อเริ่มเดินทางจากชายแดนไทยเข้าสู่ลาวที่เมืองห้วยทราย  และมีแม่น้ำโขงขวางกั้นอยู่  ผมก็ต้องนำขบวนรถลงแพขนานยนต์ ข้ามแม่น้ำสู่ สปป.ลาว  จากนั้น ก็ขับรถมุ่งหน้าสู่ชายแดนลาว-จีนที่บ่อเต็น  บนเส้นทาง สาย R3E  ซึ่งผมได้วิ่งบนเส้นทางนี้ ตั้งแต่ สิบกว่าปีก่อน ที่ยังเป็นแค่ทางลูกรังเล็กๆ และต้องวิ่งข้ามน้ำเป็นระยะ  มีขึ้นเขาชันในบางช่วง  ซี่งถ้าเป็นหน้าฝนแม้รถโฟร์วีล ก็ยังเดินทางลำบาก จนกระทั่ง ทางการจีน ลาว ไทย ตกลงร่วมมือกันพัฒนาเส้นทางนี้ และเริ่มสร้างทางในปี 2546   :  เส้นทางสาย เชียงของ–หลวงน้ำทา-เชียงรุ่ง-คุนหมิงนี้   ไทย จีน และ ADB ให้ความช่วยเหลือการก่อสร้างเส้นทางในส่วนของ สสป. ลาวฝ่ายละ 1 ใน 3 ของค่าก่อสร้าง โดยไทยให้ความช่วยเหลือแบบเงินกู้ผ่อนปรนด้วยวงเงิน 1385 ล้านบาท  และรัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะช่วยสร้าง
สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ-ห้วยทราย โดยจะรับผิดชอบค่าก่อสร้างครึ่งหนึ่ง และ ADB ก็แสดงความสนใจที่
จะให้เงินกู้แก่ฝ่ายลาวส่วนหนึ่งด้วย อีกไม่นานเมื่อสะพานแห่งบนี้สร้างเสร็จ การคมนาคมก็จะยิ่งสะดวกขึ้นอีกมาก

                จนถึงตอนนี้ เส้นทาง R3E นี้ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์เต็มที  ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้นมาก  เมื่อก่อน เส้นทางจากห้วยทรายถึงบ่อเต็น ระยะทาง 240 ก.ม. ต้องใช้เวลาเดินทาง 8- 10 ชั่วโมง  แต่ปัจจุบัน ใช้เวลาเพียง  4 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณก็ถึงแล้วครับ  ตอนนี้บ่อเต็นก็มีหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมเป็นชายแดนที่ค่อนข้างเงียบเหงาและมีชาวลาวอาศัยอยู่โดยรอบเป็นบ้านเล็กๆตามสภาพ    พอเส้นทางสร้างเกือบเสร็จ ชาวจีนก็ได้เช่าพื้นที่ทางบ่อเต็นทำโรงแรมคาสิโนขนาดใหญ่  มีอาคารพาณิชย์รายรอบ  เพื่อขายสินค้าจีน  และใช้เงินหยวน พูดภาษาจีน ราวกับเราอยู่ในอาณาเขตของจีนยังไงยังงั้นเลยครับ เท่านั้นยังไม่พอ ชาวจีนยังรุกคืบเข้ามาในลาวมากยิ่งขึ้นด้วยการ เช่าพื้นที่เป็นพันๆไร่ ทำการเกษตร ปลูกยาง   มีการทำปั๊มน้ำมัน โกดังสินค้า  และบริษัทจัดนำเที่ยวสู่ประเทศจีน เป็นต้น  ในเวลาเพียง 3 ปี ผมเองยังจำภาพเดิมๆที่เคยเห็นไม่ได้แล้วครับ

                จากบ่อเต็น ผมก็นำคณะคาราวานเข้าสู่จีนที่ด่านโมฮัง หรือบ่อหาร ที่เคยเรียกตามชาวลาวกันมาแต่เดิม  ด่านตรวจของทางจีนก็จะเข้มงวดกว่าทางไทยและลาว  เพราะจะต้องตรวจหนังสือเดินทางอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ซึ่งค่อนข้างใช้เวลานาน  เราก็สันนิษฐานกันว่า คงเพราะคนจีนไม่ค่อยถนัดภาษาอังกฤษ ก็เป็นได้ เลยต้องค่อยๆสะกดทีละตัวนั่นเอง ฮา........

                ทางด่านโมฮัง  ก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน  หลายปีก่อนที่จะเปิดเป็นด่านสากล  ก็เป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองเล็กๆ  ร้านรวงต่างๆอยู่ระหว่างก่อสร้าง  แต่ตอนนี้ปรับปรุงขยายจนดูใหญ่โตโออ่า แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าดุเหมือนเคย  และทางฝั่งจีน ก็มีโรงแรมเช่นกันแต่สภาพไม่ดีนักสู้ทางบ่อเต็นไม่ได้  ทว่าร้านค้าก็เรียงรายสองข้างทางไม่แพ้กันครับ    เมื่อเข้าสู่จีนกันแล้ว คณะเราก็ต้องมุ่งหน้าสุ่เขตพิเศษปกครองตนเองสิบสองปันนา ที่มีเชียงรุ้ง หรือคนจีนเรียก จิ่งหง  เมืองเอกครับ  ถ้าเป็นสมัยก่อน เรามาถึงด่านก็เย็นแล้ว  เราก็มุ่งหน้าสู่เมืองหม่องล้า และพักที่นั่นแทนโรงแรมดีสุเป็นของรัฐบาล คือ จิงซิ่ว ระดับแค่ 3 ดาว   แต่ปัจจุบัน รถทำเวลาได้ดี เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่เชียงรุ้งกันได้เลย ด้วยเส้นทาง G 213 ระยะทางจากโมฮังถึงเชียงรุ้ง ก็ประมาณ 240 ก.ม. แต่เป็นทางคดเคี้ยวบนเขา  ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 50 ก.ม./ช.ม.  แต่อนาคตอันใกล้นี้ เมื่อทางด่วนช่วงนี้เสร็จสมบูรณ์ เชื่อมกับ เส้นทาง R3E  ก็จะยิ่งทำเวลาได้รวดเร็วขึ้น  เส้นทางช่วงนี้ก็มีกำหนดแล้วเสร็จ เดือน ม.ค. 2551 ครับ การที่ทางด่วนในจีนมีเพิ่มขึ้นก็สะดวกกับการเดินทางยิ่งขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นนะครับ เพราะค่าทางด่วนในจีน ก็แพงสมควรแก่ค่าก่อสร้างละครับ  และยิ่งมีมาก ก็ต้องยิ่งจ่ายมาก ในมุมมองของทีมคาราวานที่นำรถไปเองนะครับ  สะดวกขึ้นก็ดี ปลอดภัยมากขึ้นก็ดี รวดเร็วขึ้นก็ดี  แต่รสชาติ ความมันส์ ในเส้นทาง  ก็ลดลงมากครับ  และการขับรถบนทางด่วนชวนง่วงมากด้วย  หลายๆท่านในขบวนคาราวาน กล่าวเป็นเสียงเดียวกันครับ

                เชียงรุ้ง  ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจหน้าด่าน เป็นเขตปกครองตนเองของชาวไตลื้อ  มีสวนป่าเขตร้อนชื้น เป็นป่าอนุรักษ์  มีหมู่บ้านชาวไตลื้อเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ การเกษตรหลักๆ ก็ปลูกยาง และผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วยหอม  แตงโม  แต่เชียงรุ้งก็เจริญขึ้นมากๆ  เกือบสิบปีก่อน  เชียงรุ้งมีโรงแรมใหญ่ๆไม่กี่แห่ง  ผู้หญิงยังนุ่งชุดผ้าซิ่นแบบไตลื้อ เดินถนน  ที่ตลาดเช้า จะเห็นสาวไตลื้อขี่จักรยาน สวมหมวกปีกบาน ไปจ่ายตลาด เป็นภาพที่คลาสสิคมาก  แต่ปัจจุบัน ไม่ต่างจากเมืองใหญ่ของจีนทั่วไปครับ  เราจะเห็นสตรีชาวไตลื้อนุ่งชุดพื้นเมืองกันทั่วหน้า เฉพาะเทศกาลสงกรานต์  ตรงกับบ้านเราครับ  แต่เขาจะจัดงานใหญ่ 3 วัน  และมีชาวจีนจากทั่วประเทศมุ่งมาชมวัฒนธรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไตลื้อที่เชียงรุ้งครับ ช่วงนั้น ที่พักค่อนข้างเต็ม  และปัจจุบันโรงแรมใหญ่หรูหรา ระดับ 5 ดาว ก็มีหลายแห่ง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่  อาหารการกิน และ โชว์ต่างๆของชาวไตลื้อ ก็ เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

                จากเชียงรุ้ง  เราก็มุ่งหน้าสู่ คุนหมิง  ระยะทาง 650 ก.ม. บนถนนไฮเวย์อย่างดี ซึ่งก็เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์เปิดให้วิ่งมาประมาณ 7 ปี เองครับ      แต่อย่างที่บอกครับ  ค่าทางด่วนก็แพงเอาเรื่อง   แต่ถือว่าคุ้มครับ  เพราะทัศนียภาพสวยมาก  และเทคโนโลยีการสร้างทางก็ทันสมัย  มีการทำสะพานทางด่วน เชื่อมระหว่างภูเขา โดยมีตอม่อสูงๆรองรับถนน  ในบางช่วงก็ทำอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา เป็นระยะทางยาวเป็นกิโล และมีหลายสิบอุโมงค์    เพื่อรักษาป่าไม้บนภูเขา และย่นระยะทางครับ  ทางจีนสามารถสร้างทางพร้อมๆกันหลายเส้นทางทั่วประเทศ  เพราะ มีเงินทุนสูง  การเวนคืนที่ทำได้ง่าย เพราะเป็นระบอบสังคมนิยม  และที่สำคัญการก่อสร้างต่างๆในจีน จะใช้แรงงานคนเป็นหลัก  เพราะจีนมีประชากรเยอะมาก  ค่าแรงไม่แพง  และประชาชนก็ต้องการให้รัฐสร้างงานให้ด้วย  ประกอบกับคนจีน ขยันขันแข็งและอดทนมากครับ  ดูง่ายๆครับ  อย่างเส้นทาง R3E  ที่ผมผ่านบ่อยๆระหว่างการสร้างทาง      ถ้าเป็นช่วงที่ทางจีนเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง  ผมจะเห็นเขาใช้เครื่องจักรใหญ่ๆ เท่าที่จำเป็น  แต่กรรมกรทุบหินขนดิน ใช้แรงงานคนล้วนๆครับ  และต้องเป็นคนจีนด้วย  และความคืบหน้าในงานก็รวดเร็วมาก

แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไทยได้รับสัมปทานทำทาง  ก็จะเห็นเครื่องจักรเยอะแยะ  แต่จำนวนคนงานค่อนข้างน้อยครับ  ความคืบหน้าในงานก็เทียบทางจีนไม่ได้เลย  อันนี้ผมก็พูดไปตามที่เห็นนะครับ  แต่คุณภาพของถนน ก็ต้องดูกันไปในระยะยาว

คุนหมิง เป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน  ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรฐกิจทางภาคใต้ของจีน  ยูนนานมีอาณาเขตกว้างใหญ่มากครับ มีส่วนที่ติดชายแดนลาว พม่า และ อินเดียด้วย พื้นที่โดยรวม คือ 390,900  ตารางก.ม.  เรียกว่าใหญ่เกือบเท่าไทยทั้งประเทศก็ว่าได้   และคุนหมิงก็เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวชาวไทยคุ้นหูกันมาหลายสิบปี  และเป็นที่เชื่อกันว่า  นักท่องเที่ยวไทยที่เริ่มเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก จะเลือกคุนหมิง ก่อนที่อื่นเสมอ   คงเพราะทัวร์ราคาไม่แพง  และมีสถานที่เที่ยวน่าสนใจ  ทั้งป่าหิน  ถ้ำต่างๆ เช่นถ้ำอาหลูกู่ ถ้ำจิ่วเซียง

รวมทั้งวัดต่างๆ เช่น วัดหยวนทง ประตูมังกร  ตำหนักทอง  อีกอย่างที่ขึ้นชื่อลาสำหรับขาช็อปชาวไทยมาก ก็คือ บัวหิมะ  นั่นเอง

ใครมาคุนหมิง ก็ต้องมาแวะ ซื้อครีมบัวหิมะ และดูทางร้านโชว์การจับโซ่เผาไฟด้วยมือเปล่า  แล้วก็โปะครีมเข้าไป  ทุกคนก็จะทึ่งกับสรรพคุณของครีมบัวหิมะกันมาก  แต่หารู้ไม่ว่า นั่น คือ แหล่งช็อปปิ้งที่แฝงอยู่ในรูปแบบทัวร์จีนนะครับ   ซึ่งไกด์จีนและคนขับรถทัวร์ก็จะได้เปอร์เซ็นต์จากยอดขายบ้างตามสมควร  แต่ก็มาไม่ถึงไกด์หือหัวหน้าทัวร์คนไทยหรอกครับ

                การบังคับเข้าร้านช็อปปิ้งเหล่านี้ ถ้าคนที่ไปทัวร์จีนบ่อยๆ ก็คงทราบกันดี  นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ผมชอบทำทริปแบบคาราวานมากกว่า  เพราะอยู่นอกกฎเกณฑ์เหล่านี้ครับ  ถ้าสมาชิกอยากแวะผมก็พาแวะชม  แต่ถ้าไม่อยากช็อปตามร้านที่เขาบังคับ  เราก็ไปช็อปในแหล่งช็อปปิ้งทั่วไป ตามอัธยาศัยได้  และช็อปมากเท่าไหร่ไม่ต้องกลัวน้ำหนักเกินครับ  เพราะขับรถมากันเอง ขนได้เท่าไหร่ ก็ขนกันไป

นี่คือข้อได้เปรียบของทัวร์แบบคาราวาน  แต่ข้อที่เสียเปรียบ ก็คงเป็นเรื่องที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าทัวร์เครื่องบิน  เพราะ มีค่าธรรมเนียมนำรถเข้า-ออก สามประเทศ  ค่ารถตำรวจนำขบวน  ค่าทีมงาน  ค่าเช่าวิทยุสื่อสารใช้ในรถแต่ละคัน  ค่าทำใบขับขี่จีน ค่าประกันภัย  ค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วนฯ    และอื่นๆ ที่หากมาทัวร์เครื่องบินไม่ต้องเสียครับ  ประกอบกับต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าด้วย  แต่ชาวคาราวานก็ยังรักการเที่ยวแบบคาราวานกันอยู่ดี  เพราะได้สัมผัสกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เรียกว่า ลึกกว่า และ ท้าทายกว่ามังครับ เป็นเสน่ห์ของคาราวานนั่นเอง

                จากคุนหมิง จุดหมายต่อไปคือ ต้าหลี่  ก็เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่มีอายุนานนับพันปี  คงเคยได้ยินจากที่เราเรียนกันมานะครับ ที่ว่าชาวไทยอพยพมาจากเมือง “ตาลีฟู” ก่อนมาตั้งหลักปักฐานกันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้  ต้าหลี่ในอดีต ก็คือศูนย์กลางของอาณาจักรน่านเจ้านั่นเอง  และเคยยิ่งใหญ่มาก มีพื้นที่ในครอบครองมหาศาล  กินอาณาเขตลงมาถึงเดียนเบียนฟูของเวียดนาม อีกฟากหนึ่งก็ขยายมาถึง ล้านช้าง ล้านนา แม้แต่คุนหมิง ก็อยู่ในเขตปกครองของอาณาจักรน่านเจ้า  จนกระทั่งมาเสียท่าแก่พวกนักรบที่แข็งแกร่งจากมองโกล  ที่มีแม่ทัพ ชื่อ “กุ๊บไลข่าน” จึงทำให้น่านเจ้าถึงคราวล่มสลาย   

เอกลัษณ์ของต้าหลี่ ก็คือ เจดียสามองค์  และ ทะเลสาปเอ่อไห่ ปัจจุบันมีการแบ่งเขต เมืองเก่า เมืองใหม่ อยู่ห่างกันประมาณ 13 ก.ม.  ในเขตเมืองเก่า ก็สวยงามดี จะเห็นวัดจีนสวยงาม และมีภูเขาหิมะซ่านซาเป็นแบ็คกราวด์  เมืองต้าหลี่ เป็นที่กล่าวกันว่า เป็นเมืองที่ลมแรง พระจันทร์สวย และน้ำใส  เพราะเป็นน้ำที่ละลายมาจากภูเขาหิมะนั่นเอง  ในเขตเมืองเก่า ที่พักโรงแรมก็มีตั้งแต่โรงเตี๊ยม สำหรับแบ็คแพ็คเกอร์ และระดับ 3-4 ดาว  ซึ่งก็จะตกแต่งแบบพื้นเมือง แบบชาวไป๋ แต่ในเขตเมืองใหม่  ก็เจริญเหมือนเมืองใหญ่ทั่วๆไป

เมื่ออำลาต้าหลี่  เราก็เดินทางต่อสู่ลี่เจียง ระยะทางแค่ 200 ก.ม. เป็นอีกเส้นทางที่งดงามมาก  ทิวทัศน์บนเขา มีป่าสน 3 ใบเรียงรายอยู่สองข้างทาง คณะเราก็ขับรถไป จอดถ่ายภาพกันไป เพลิดเพลินดีครับ ผ่านเมืองเขอซิ่ง ก็แวะซื้อสุรา เมืองเขอซิ่งไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวแต่เป็นเมืองที่ผลิตเหล้าขาวที่ขึ้นชื่อของยูนนาน  คนจีนจะกล่าวกันว่า หากไปกุ้ยโจว ต้องชิมเหล้าเหมาไถ  ถ้าไปยูนนาน ก็ต้องชิมเหล้าเขอซิ่ง  แต่ยังไงคติของชาวคาราวานก็  “เมาไม่ขับ” ครับ

ลี่เจียง  เป็นเมืองใหญ่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก ก็แบ่งโซนเป็นเมืองเก่า เมืองใหม่ เช่นกัน ในเขตเมืองเก่า ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกแห่งวัฒนธรรม  ลี่เจียงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตั้งแต่ปี 1997 เพราเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ บ้านเมืองเสียหายไปมากมาย โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีอายุนับร้อยๆ ปี แต่ทางการจีน ก็พยายามบูรณะ และสร้างใหม่ เลียนแบบให้กลมกลืนกับบ้านโบราณ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ที่นักท่องเที่ยวมากมายหลงใหล  ที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งก็คือ  ภูเขาหิมะมังกรหยก มีหิมะบนยอดเขาทั้งปี  ต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปยอดเขา  ถ้าเป็นฤดูหนาว หิมะจะจับตัวหนาสวยงามมาก ถ้าเป็นฤดูอื่น หิมะก็บางตาไปตามสภาพอากาศ   ในช่วงเดือน พ.ค. ก็มีกุหลาบพันปีบานสะพรั่งสวยไปอีกแบบครับ  แต่ถ้านั่งกระเช้าห้อยขาขึ้นทางด้านหลังเขา ก็ไปดูวิวของทุ่งหญ้าหยุนซานผิง  เป็นป่าดึกดำบรรพ์  มีต้นสนสวยงามดีเหมือนกัน แต่ไม่อลังการเท่าการนั่งกระเช้าขึ้นยอดเขาครับ

แหล่งท่องเที่ยวของลี่เจียงอีกสองสามแห่งที่ไม่น่าพลาดก็คือ โค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง มีความสำคัญ คือ เป็นจุดที่แม่น้ำทั้งสายไหลมาชนภูเขาแล้วหักเลี้ยวยูเทิร์นกลับขึ้นเหนือ 180 องศา ทำให้แม่น้ำแยงซีเกียงไหลกลับไปหล่อเลี้ยงชาวจีนทางมณฑลเสฉวน จนถึงปักกิ่ง มีความยาวนับพันกิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุด ติด 1 ใน 10 ของโลก  ไม่ไหลลงสู่ลาวไทย พม่า แบบ น.โขงหรือที่ คนจีนเรียกว่า หลันซางเจียง กับ น.สาละวิน หรือ นู่เจียง นั่นเอง  และใกล้ๆจุดนี้ ก็มีหมู่บ้านสือกู่ ซึ่งมีกลองหินโบราณ เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะจุดนี้ ก็เป็นจุดที่กองทัพแดงเคยยาตราทัพมาถึง   และที่ลืมไม่ได้ก็คือ  หุบเขาเสือกระโจน    เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่บนรอยต่อระหว่างลี่เจียงกับจงเตี้ยน แค่ถนนทางเข้า ก็มันส์แล้วครับ  เป็นถนนเล็กๆบนเขาสูง และเบื้องล่างคือแม่น้ำแยงซีเกียงที่เชี่ยวกราก  เพราะถูกบีบตัวจากโตรกเขาสองข้าง จากจุดจอดรถนักท่องเที่ยวต้องเดินลงไปชมจุดเสือกระโจน เป็นจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำในช่วงนี้ และกระแสน้ำเชี่ยวกรากรุนแรง  เสียงดังสนั่น  ครั้งแรกที่เห็นก็ตื่นตาตื่นใจมากเลยครับ

                ดื่มด่ำกับลี่เจียงจนสมใจ เราก็มุ่งหน้าสู่เมือง จงเตี้ยน หรือ แชงกรี-ลา กันเลยดีกว่า   ที่นี่เราจะได้สัมผัสกับดินแดนที่ราบสูงตี๋ชิง ที่เรียกกันว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ที่เคยเงียบสงบและมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม  จนได้ชื่อว่า แชงกรี-ลา ปัจจุบันแม้ความเจริญจะเข้ามาแทนที่ความเงียบสงบ  แต่ความงดงามก็ยังคงอยู่   บนดินแดนที่ราบสูงจากจุดนี้ป่าไม้จะน้อยลง มีเพียงต้นสนและทุ่งหญ้า  สัตว์เลี้ยงที่เห็นตลอดทางตามทุ่งหญ้า  ก็คือ  จามรี หรือวัวขนยาว  แกะ และแพะ มากมาย และจุดที่เป็นหมุ่บ้าน เราก็จะเห็นเจดีย์สีขาว เล็กๆ ที่สร้างขึ้นตามความเชื่อของชาวทิเบต  จงเตี้ยนเป็นเมืองใหญ่ และเป็นเขตปกครองตนเองของชาวทิเบต  ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธ  นิกายมหายาน  นับถือพระลามะ  ซึ่งมีนิกายหมวกเหลือง และหมวกแดง  ซึ่งผมก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดมากนัก  จึงอธิบายไม่ถูก  แหล่งท่องเที่ยวของจงเตี้ยน ก็คือ วัดซงจ้าน  หรือ ที่ถูกขนานนามว่า โปตาลาน้อย  เพราะสร้างเลียนแบบพระราชวังโปตาลา ที่ลาซา นั่นเอง  พระลามะที่วัดจะเคร่งมาก  แต่วัดทิเบตก็ต้องสร้างบนเขา ดังนั้นจากจุดจอดรถก็ต้องเดินขึ้นเขาไปอีก เรียกว่า เดินเหนื่อยละครับ  เพราะจงเตี้ยนสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,600 เมตร  อากาศก็เบาบาง อ๊อกซิเจนน้อย ทำให้เหนื่อยง่าย  ก็ต้องเดินช้าๆ  บางคนที่มีอาการแพ้ที่สูงก็จะปวดหัว คลื่นไส้ได้  การแก้ไขก็คือ   ซื้ออ๊อกซิเจนกระป๋องพกติดตัวครับ  ถ้ามีอาการก็นำขึ้นมาสูด ถ้าแพ้มาก ก็ทานยาขยายหลอดเลือดในสมอง และนอนพัก  ซึ่งอาการเหล่านี้จะหมดไปเมื่อเราลงสู่พื้นราบครับ แต่ที่ผ่านมาหลายคณะ  จะมีเพียงไม่กี่คนครับ ที่มีอาการเช่นที่ว่านี้  แต่ถ้าผู้เดินทางมีสุขภาพแข็งแรง พักผ่อน และดื่มน้ำพอเพียง  ก็มักไม่มีอาการเหล่านี้ครับ  แต่แนะนำว่าก่อนเดินทางมาแถบนี้ ก็ควรออกกำลังกายล่วงหน้ามาบ้าง ก็ดีครับ ช่วยได้มาก และไม่อันตรายด้วย  และสถานท่องเที่ยวอีกแห่งของจงเตี้ยนที่เพิ่งเปิดใหม่ก็คือ หุบเขาหิมะพระจันทร์สีน้ำเงิน  ก็ต้องนั่งกระเช้าขึ้นยอดเขาเหมือนกัน  บนยอดเขายังสวยงามมากครับ ช่วงที่อากาศหนาวและหิมะหนา  แต่ถ้าหิมะละลายแล้ว ก็แนะนำว่าไม่ควรไปครับ เพราะไม่สวยเท่าไหร่   แต่เดือน พ.ค. ก็มีทุ่งกุหลาบพันปี  อลังการพอสมควร  ส่วนที่เที่ยวอื่นๆในจงเตี้ยน ก็ มี ทะเลสาป นาปาไห่ และ บีทาไห่ และสวนทิวลิปช่วงเดือนมีนาคมครับ  สินค้าสำหรับนักช็อป ก็มีแส้หางจามรี  หวีกระดูกจามรี  หมวกแบบทิเบต หินทิเบต ฯลฯ

                จากจงเตี้ยน  เราก็ไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก  เส้นทางนี้ช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. จะหนาวจัด และหิมะตกมาก ไม่แนะนำให้เที่ยวครับ  เพราะอากาศหนาวเกินไป และเส้นทางก็อันตรายครับ  เพราะเราต้องขับรถไต่เขาสูง ทางเล็ก คดเคี้ยวไม่มีไหล่ทาง  หลายปีก่อน คณะคาราวานของผม เคยไปเผชิญพายุหิมะบนยอดเขาไป๋หมางมาแล้ว  ก็ระทึกใจกันพอสมควร  เป็นทริปที่จะจดจำไม่มีวันลืม  แต่ก็ไม่อยากเจออีกครับ ขนาดโฟร์วีลยังลื่นมาก เมื่อเราขับรถบนถนนที่หิมะจับแข็งจนกลายเป็นน้ำแข็งเคลือบผิวถนน  ถ้าพลาดไถล ออกนอกเส้นทางก็ ร่วงลงเขากันง่ายๆเลยครับ  คิดแล้วยังขาสั่นอยู่เลย  จากจงเตี้ยนไปเต๋อชิง  ก็ต้องผ่านภูเขาหิมะไป๋หมางซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 4,200 เมตร  และต้องผ่านหมู่บ้านปันจือหลาน ที่เป็นจุดแวะทานข้าวเที่ยงของผู้เดินทางครับ  ทุกทริป ถ้าบนเขายังมีหิมะให้เล่น  เราก็จะจอดรถแวะเล่นหิมะกันให้หนำใจ ก่อนลงเขา เข้าสู่เมืองเต๋อชิง  ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 3,800 เมตร  ที่เต๋อชิง นี้ส่วนใหญ่ ก็จะหลับกันไม่ค่อยสบายครับ  มีอาการปวดหัวกันบ้าง เพราะอากาศเบาบาง  แต่พอเห็นวิวสวยๆ ของยอดเขาโอรสสวรรค์ 13 ยอด และยอดเขาหิมะเหมยลี่ ณ จุดชมวิว ก็มักลืมอาการแพ้ที่สูงเป็นปลิดทิ้ง เดี๋ยวนี้ ตรงจุดชมวิวก็มีโรงแรมใหม่สร้างเพิ่มขึ้น คณะเราก็ไม่ต้องไปนอนในเมืองเต๋อชิง ซึ่งค่อนข้างเล็กและหาที่จอดรถยาก เพราะเป็นเมืองบนเขา ไม่ค่อยมีพื้นที่ราบครับ  แต่ข้อเสียคือ บริเวณจุดชมวิวไม่มีร้านค้าให้เดินช็อปปิ้งแบบในเมือง  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ  แต่มีร้านค้าของพื้นเมืองน่าเดินชม  ที่นักท่องเที่ยวจากไทยไม่ยอมพลาด ก็คือ ร้านขาย หินทิเบต  ดวงตาสวรรค์ หรือ เทียนจู นั่นเอง  มีตั้งแต่ราคาหลักสิบ จนถึงหลักหมื่นหยวน  ผมก็ไม่ทราบว่าอันไหนแท้ อันไหนเทียม หรอกครับ  แต่ถ้ามีคนรู้ว่าผมต้องไปแชบงกรี-ลา  ก็มักฝากซื้อหินทิเบต ทุกที  ทั้งที่ตลาดเก่าเยาวราชบ้านเราขายกันตรึม  ราคาถูกกว่าตามห้าง ที่ขายซะแพงลิบลิ่วด้วยสิ

                มาถึงเต๋อชิงแล้ว ก็ต้องขับรถอีก 80 ก.ม. ครับ เพื่อไปหมู่บ้านหมิงหย่ง  เป็นไฮไลท์อีกอย่างของทริปนี้  เพราะที่หมิงหย่ง เราต้องสละรถ แล้วโดดไปขี่ม้าแทนครับ  แต่ไม่ต้องกลัว  เขาจะแจกบัตรคิวให้นักท่องเที่ยวขึ้นม้าตามคิวครับ และมีเจ้าของม้าตามจูงไปด้วย ม้าบางตัวก็มีดื้อ ไม่ยอมเดินบ้าง เขาก็มีแส้คอยตีก้น  แต่บงจุดที่เขาชันมาก  นักท่องเที่ยวก็ต้องลงเดินขึ้นเขาระยะทางพอประมาณ เพื่อความปลอดภัย และถนอมม้าครับ  พอไปถึงจุดพักม้า ทีนี้ก็อาศัยเท้าตัวเอง  เดินไปชมวัดเทียนจื่อ (โอรสสวรรค์) ที่มีธงสีๆประดับประดาเป็นทิวแถวหน้าวัด  ก็เป็นวัดทิเบตเช่นกันครับ แต่ค่อนข้างเล็กเพราะพื้นที่จำกัด  ถ้าต้องการไปชมกราเซีย หรือธารน้ำแข็งหมิงหย่งแบบใกล้ๆ จะจะตา  ก็เดินขึ้นบันไดไปครับ  เดินได้จนถึงสุดทางที่เขาทำไว้ให้  เดินไม่ยากครับแต่เหนื่อยเอาการ 

                การท่องเที่ยวในจีน ส่วนใหญ่ต้องเดินเป็นหลัก  ก็ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงก่อนมา และควรเที่ยวตั้งแต่ยังมีแรงเที่ยวนะครับ ถึงจะเที่ยวคุ้มและสนุกสนาน   ทีมคาราวานของผม ก็มาพิชิตแชงกรี-ลากันเต็มอิ่ม  จากหมิงหย่งเราก็กลับจงเตี้ยน  และขับรถกลับทางเส้นทางเดิม  ก่อนกลับก็ต้องพักที่คุนหมิง ช็อปปิ้งให้จุใจกันอีกยก  ก่อนกลับสู่ไทย และแยกย้ายกันที่เชียงของ

                ทุกเส้นทางในจีน ท้าทาย  งดงาม และสนุกสนานครับ  ถ้าเราเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ต้องคาดหวังว่า จะต้องเที่ยวครบตามโปรแกรม เพราะบางครั้งการทำเวลาก็ไม่สามารถกำหนดได้เป๊ะๆ  และถ้าดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ เจอฝน เจอพายุหิมะ  การตัดบางโปรแกรมเพื่อลดความเสี่ยง  ก็จำเป็นครับ  ที่ผ่านมาสมาชิกที่ร่วมทางแบบคาราวาน ก็น่ารักและมีความเข้าใจการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เป็นอย่างดี  ทำให้ผมมีความสุขมากในการเป็นคาราวานลีดเดอร์ และได้พาคณะเดินทางไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆบนแผ่นดินจีน เท่าที่รถของเราจะขับไปได้   ถ้าผู้อ่านไม่เบื่อเสียก่อนหากมีโอกาส ก็จะนำประสบการณ์ที่ไปเมืองอื่นๆมเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ

 

 

สมศักดิ์  ดีไสว

คาราวานเนเจอร์คลับ (ไทยแลนด์)
 
 
รถตำรวจนำขบวน

เจดีย์สามองค์ เมืองต้าหลี่
โค้งแรกแยงซีเกียง

ช่องแคบเสือกระโจน

ภูเขาหิมะมังกรหยก

ขบวนคาราวานบนที่ราบจงเตี้ยน

เมืองจงเตี้ยน

จามรี
  
  
วัดซงจ้านหลิน หรือ โปตาลาน้อย
ขบวนคาราวานฝ่าพายุหิมะบนเขาไป๋หมาง

Tags : คาราวานสู่แชงกรีลา...Shangri la

view