สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

เมียนมาร์ ไม่เป็นดั่งที่คิด

เมียนมาร์ ไม่เป็นดั่งที่คิด

“เมียนมาร์” ไม่เป็นดั่งที่คิด

 

          ในความคิดของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งผม มักจะคิดว่าชาวเมียนมาร์ยังลำบาก กันดาร ล้าหลัง เพราะยังมีสงครามระหว่างชนกลุ่มน้อยอยู่เนืองๆ  และก็อยู่ใต้อำนาจเผด็จการทหารมานาน มีปัญหาทางการเมืองมากพอสมควร อย่างเช่นพวกโรฮิงยาที่อพยพเข้ามาในบ้านเรานับแสนคนก็ยังแก้ปัญหากันไม่ตก แต่พอผมได้เดินทางไปเมียนมาร์บ่อยเข้า ได้เห็นบ้านเมืองและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ก็รู้สึกว่าที่นี่คือ “เมืองสวรรค์ของผู้ที่แสวงหาความสุขทางธรรม บนดินแดนแห่งพุทธศาสนาที่ยังน่าเลื่อมใสอยู่มาก”

          เร็วๆนี้ผมก็ได้นำคณะเพื่อนพ้องน้องพี่ สมาชิกชาวคาราวานเนเจอร์คลับ ไปเยือนเมียนมาร์หลังรอให้เมียนมาร์เปิดกว้างมาหลายปี  แม้จะมีเวลาไม่มาก และไปไม่ครบทุกเส้นทาง เพราะใช้เวลาแค่ 7 วัน โดยเส้นทางแม่สอด เข้าสู่เมืองเมียวดี ไปยังเมืองพะอัน และขึ้นสู่เขาไท้จิโย เพื่อนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนแห่งรัฐมอญ  และพระธาตุมุเตา หรือ พระธาตุชเวมอดอร์ เมืองหงสา
รวมทั้งสิ่งที่พลาดไม่ได้ ก็คือ มหาเจดีย์ชเวดากอง ที่ย่างกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็น 3 ใน 5 มหาพุทธสถานของเมียนมาร์ที่ชาวพุทธไม่ควรพลาดการสักการะบูชา  คาราวานทริปนี้ จึงเป็นการท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญก็ไม่ผิดล่ะครับ

          เริ่มต้นกันที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นเมืองชายแดนที่รัฐบาลไทยพยายามส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรียกว่าเป็นเขตค้าขายระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ทางเมียวดีในเขตเมียนมาร์ เขาตั้งเป็นเขตพิเศษทางการค้า เพื่อรองรับการค้าขายขนาดใหญ่พอสมควร   ก็คงเหลือเฉพาะถนนหนทางเท่านั้นที่ยังไม่สะดวก  รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณก่อสร้างเส้นทาง เพื่อเป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ทางเมียนมาร์เองก็ได้รับความสะดวกในการสัญจร ทางไทยก็ได้ประโยชน์ทางการส่งสินค้าไปขายในเมียนมาร์ คือสินค้าส่งออกนานาชนิด แต่เส้นทางประมาณ 40 ก.ม. จากเมืองเมียวดีซึ่งเป็นภูเขาสูง ถนนยังไม่ดี เป็นถนนเล็ก รถวิ่งสวนกันไม่ได้  เส้นทางในช่วงนี้  ทางผู้บริหารในท้องถิ่นจึงมีกติกาคือ   ให้รถวิ่งไป 1 วัน และรถวิ่งกลับ 1 วัน สลับกันไป เรียกง่ายๆคือ ไปวัน กลับวัน เพื่อความสะดวกปลอดภัยในการสัญจรกับเส้นทางบนภูเขา 

          ส่วนเรื่องความปลอดภัยในเมียนมาร์นั้น หายห่วงครับ ผมต้องลบภาพและความคิดที่ว่าเมียนมาร์มักมีปัญหาชนกลุ่มน้อย ทำให้ประชาชนหนีการสู้รบมาอยู่ที่ศูนย์อพยพตามแนวชายแดนไทยออกไปจนหมด เพราะชาวเมียนมาร์ อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มต้อนรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไทยเป็นอย่างดีและน่าประทับใจมาก หลายคนที่เคยมาทำงานในเมืองไทยก็จะทักทายและพูดคุยกับพวกเราอย่างดีอกดีใจเหมือนได้พบเพื่อนเก่าทำนองนั้น   และเมื่อประเทศเขาสงบแล้ว  มีเสรีภาพแล้ว  หลายๆคนก็คืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อรอการพัฒนาที่กำลังวิ่งมาหาเมียนมาร์ทุกทิศทุกทางอย่างรวดเร็วและมีความหวัง

          เส้นทาง 40 ก.ม.บนเขาที่ยังไม่ดี  ค่อนข้างขรุขระ ก็ถือว่าไม่หนักหนากระไรนัก เพราะเมื่อผ่านช่วงนั้นมาได้ ก็เป็นถนนลาดยางตลอด สองข้างทางแม้ว่าป่าไม้จะเหลือน้อย แต่ก็มีสวนยางถูกปลูกแทนที่นับแสนไร่  มีพื่นที่ราบลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำสะโตง และลุ่มน้ำอิรวดี ที่ยังคงความสมบูรณ์สำหรับการเกษตรหลัก คือ การทำนาปลูกข้าว   ซึ่งทางเมียนมาร์ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า  ในอีก 9 ปีข้างหน้า เมียนมาร์จะเป็นผู้นำในการส่งออกข้าว แข่งกับไทยและเวียดนาม เพราะเขาเป็นต่อในด้านท่าเรือในเมืองย่างกุ้ง เมาะละแหม่ง และชิตตะเว  ด้านทรัพยากรของเขาก็ยังมีอยู่มากมายมหาศาลทั้งบนดิน ใต้ดิน และในน้ำ  และการท่องเที่ยวก็ยังพัฒนาไปได้อีกมาก เพราะเมียนมาร์มีป่าเขา ทะเล ที่สมบูรณ์และยังบริสุทธิ์ รอให้ค้นพบและพัฒนาอีกมากมาย อย่าลืมนะครับว่า เมียนมาร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในอาเซี่ยน ทางตอนเหนือก็มีภูเขาหิมะ  จากภาคกลางลงมาทางใต้ก็เป็นที่ลุ่มเหมาะสมทำการเกษตร นั่นคือการปลูกข้าว อย่างที่บอกไว้  และในอดีต เมียนมาร์ก็เคยเป็นผู้ส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลกนะครับ แต่เป็นอดีตยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โน้น.......

          ส่วนผู้ที่ไปเที่ยวเมียนมาร์แล้วหวังจะช็อปปิ้งในเส้นทางนี้ ก็อาจจะผิดหวัง  นอกจากตลาดหยกที่มีให้ชมมากหน่อย เพราะเมียนมาร์มีหยกมากที่สุด  แม้แต่ตลาดหยกในประเทศจีน ก็ล้วนเป็นหยกที่นำไปจากเมียนมาร์ทั้งนั้น  แต่ก็ต้องดูเป็นนะครับ ไม่งั้นตาดีได้ ตาร้ายเสีย  กับพวกงานไม้แกะสลักราคาไม่แพง ก็มีให้ซื้อให้ชมได้ที่เมืองหงสา หรืองานเครื่องเขินแบบพม่าและงานศิลปะภาพวาด ก็ต้องเป็นแถวเมืองพุกาม  แต่สินค้าขึ้นชื่อของเขาที่หาซื้อได้ทั่วไปก็คือ โสร่ง มีหลายเนื้อผ้า หลายราคาให้เลือกครับ และชานมพม่าแบบทรีอินวัน ชารอยัลครับ ใครไปเมียนมาร์ก็ต้องซื้อหาติดไม้ติดมือกลับมากันครับ  แต่เที่ยวเมียนมาร์ยังไงก็อิ่มบุญอุ่นศรัทธา  เรียกว่าหนักบุญกันทีเดียว  และการเที่ยวเมียนมาร์ต้องไม่นึกถึงประวัติศาสตร์ที่ไทยรบพม่าในอดึตนะครับ เดี๋ยวไม่สนุกประวัติศาสตร์มีไว้แค่ให้เรียนรู้ อย่าไปซีเรียสครับ

          จากเมียวดี เราก็เข้าสุ่เมืองพะอัน  เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ผู้คนเมืองนี้รู้จักเมืองไทยเป็นอย่างดี เพราะเกือบทุกบ้านล้วนเคยมาทำงานในเมืองไทย จากพะอันก็เข้าสู่รัฐมอญ ที่รัฐมอญนี้มีองค์พระธาตุอินทร์แขวนที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรามุ่งหน้าไปนมัสการ  นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ก้อนหินขนาดใหญ่นับ 100 ตันตั้งหมิ่นเหม่บนหน้าผาสูงโดยไม่หล่นลงมา  เขาว่ากันว่า เป็นหินรูปร่างคล้ายพระฤาษี (ตามจินตนาการ) และมีการสร้างเจดีย์ไว้บนก้อนหินพร้อมลงรักปิดทองสวยงามอร่ามตา น่าเลื่อมใส ภายในเจดีย์ก็บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มีอายุนับพันๆปี   เมื่อลงจากเขาไจ้ทิโย
ก็แวะนมัสการพระไฝเลื่อน อืกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวรามัญเคารพนับถือมาก   จากนั้นก็เดินทางสู่เมืองหงสาวดี  หรือที่เมียนมาร์เรียกว่าเมืองพะโค อดีตราชธานีในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศที่ชาวไทยรู้จักกันดีจากนิยายอันลือลั่นของยาขอบ 

          ที่เมืองหงสานี้ก็มีพระธาตุชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา 1 ใน 5 มหาพุทธสถานของเมียนมาร์ ซึ่งชาวรามัญเรียกกันว่า พระธาตุจมูกร้อน เพราะเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของเมียนมาร์ จึงต้องแหงนหน้ามองจนคอจั้งบ่าเพื่อสักการะ ทำให้จมูกโดนแดดเผาจนร้อนกว่าจะอธิษฐานเสร็จ แล้วก็ยังมีพระพุทธไสยาสน์ หรือ พระนอนชเวตาเลียวที่สวยงามมาก องค์พระนอนยาว 55 เมตร ตามประวัติศาสตร์สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ. 994 โน่น และถูกปล่อยรกร้างมานาน จนมาถึง ปี ค.ศ. 1878 จึงถูกค้นพบและได้รับการบูรณะขึ้นมาเรื่อยๆ จนงดงามเหมือนในปัจจุบัน  สถานที่อีกแห่งที่ต้องนำชมคือ พระราชวังบุเรงนอง หากเป็นของเดิม ก็สร้างในปี ค.ศ.1566 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองและออกว่าราชการ แต่เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตลง ก็มีพระเจ้านันทบุเรงราชโอรสครองราชย์ต่อ ช่วงนี้ก็เกิดสงครามภายใน เมืองแปรและกองทัพแห่งรัฐยะไข่ ก็บุกตีกรุงหงสาวดีแตก พระราชวังถูกเผาย่อยยับลงในปี ค.ศ. 1599 นั่นเอง เมืองจึงถูกปล่อยรกร้างมานานนับร้อยปี จนเมื่อปี 1990 ก็มีการขุดพบเสาไม้และซากกำแพงเดิม พร้อมวัตุถุโบราณจำนวนมาก รัฐบาลพม่าจึงได้สร้างพระราชวังจำลองขึ้นมาใหม่ โดยถอดแบบจากซากของเดิม หากมาเยือนเมืองนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของพระเจ้าบุเรงนอง   บุเรงนองคือพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งตองอู 1 ใน 3 ของมหากษัตริย์แห่งพม่า และอีก 2 พระองค์ก็คือ พระเจ้าอนรทา แห่งพุกาม และ พระเจ้าอลองพญา แห่งฉ่วยโบ ปัจจุบันพระบรมราชานุสาวรีย์ของทั้ง 3 มหาราชตั้งตระหง่านอยู่ที่เมืองเนปีดอว์ ราชธานีใหม่ของพม่า

          และอีกที่หนี่งที่พลาดไม่ได้เช่นกันในเมืองหงสาก็คือวัดไจก์ปุ่น กับพระพุทธรูป 4 ทิศองค์ใหญ่ ปางมารวิชัย 4 องค์ สูงถึง 30 เมตร สร้างในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ ราวปี ค.ศ. 1476 ครับ แล้วจากเมืองหงสาวดี เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่ เมืองหลวงทางด้านเศรษฐกิจ คือ  “นครย่างกุ้ง” หากใครยังไม่เคยมาเที่ยวเมียนมาร์ ก็จะมองภาพไม่ออก จะคิดแต่ว่ายังลำบาก น่ากลัว ล้าหลังมาก แต่ผิดถนัดครับ บ้านเมืองของเขา สะอาด ปลอดภัย ประชาชน ยิ้มแย้ม น่ารัก ไปทางไหนก็มีแต่วัดวาอาราม และเจดีย์สีทองอร่าม ถนนหนทางก็สะดวกพอสมควร แม้จะยังเทียบกับบ้านเราไม่ได้ก็ตาม  ก็ต้องดูกันต่อไปในอนาคตครับ   แต่ที่ผมงงมากคือว่า เมียนมาร์เขาก้ขับรถคนละฝั่งกับบ้านเรา คือ ขับชิดขวา แบบ จีน ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา แต่เชื่อมั๊ยครับ รถในเมียนมาร์ 90 %  พวงมาลัยอยู่ด้านขวาเกือบทั้งหมด
อืม...ก็ทำไปได้นะครับ...

          เมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศต้อนรับนานาอารยะประเทศ และเริ่มเปิดกว้างสำหรับนักลงทุน และ นักท่องเที่ยว  เมียนมาร์ยังถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งเอเชียเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ หรือ วัฒนธรรมที่ยังมีมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว น่าไปเห็น ไปสัมผัส  ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจากหลายๆชาติแห่ไปลงทุนกันเยอะมาก  แต่สำหรับพวกเราก็คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชอบขับรถไปกัน เป้าหมายที่สำคัญของเราในนครย่างกุ้งก็คือ “มหาเจดีย์ชเวดากอง” ตั้งอยุ่กลางเมือง เป็นมหาพุทธสถานที่ยิ่งใหญ่ของชาวเมียนมาร์ อลังการ สง่างาม สมคำร่ำลือ  แล้วยังมีวัดวาต่างๆอีกมากมาย เรียกว่ามาย่างกุ้ง ไหว้พระกันจนหัวแหลมเป็นยอดเจดีย์ไปตามๆกันครับ ไม่ว่าจะเป็นพระนอนตาหวานเจาทัตจี เทพทันใจนัตโบโบยี เจ้าแม่กระซิบ เจดีย์กาบาเอ  พระหินอ่อน และ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เจดีย์กลางน้ำที่เมืองสิเรียม “เยเลพญา”  เล่ากันว่าเมื่อราวพันปีก่อน มีพระพุทธรูปงดงามลอยมาติดเกาะ จึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน และขนานนามว่า “งำซัดพญา”  เป็นพระพุทธรูปหินอ่อนทรงเครื่อง พระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตา ที่นี่เป็นเจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า 1.ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ 2.ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ 3.ใครมาอธิษฐานขอพรสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา เจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุรกิจทางการค้า 

        

          เมืองสิเรียมอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ถนนลาดยางสภาพดีครับ สิเรียมเป็นเมืองเล็กๆอยู่ปากแม่น้ำย่างกุ้ง มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เคยถูกชาวโปรตุเกสยึดครอง และตั้งตัวเป็นเจ้าถิ่น บีบให้เรือสินค้าต้องมาแวะที่นี่ แล้วก็นำศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ ทำให้สิเรียมในยุคนั้นกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเดินเรืออยู่ระยะหนึ่ง แต่พวกโปรตุเกสที่มาครองเมือง มุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์ไปจากสิเรียม กดขี่ และย่ำยีพุทธศาสนา รวมทั้งปล้นฆ่าชาวบ้าน นำทองจากพระพุทธรูปมาหล่อปืนใหญ่ พระสงฆ์องค์เจ้าพากันเดือดร้อนและต่างก็สาปแช่งชาวโปรตุเกส จนกาลต่อมากษัตริย์แห่งตองอูก็ยกทัพเข้าตีเมืองสิเรียมได้สำเร็จ และจับเจ้าแห่งโปรตุเกสสังหาร นำศีรษะเสียบประจาน และทำให้ชาวสิเรียมกลับสู่สันติสุขอีกครั้ง ปัจจุบันสิเรียม เป็นเมืองเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ และมีบางส่วนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย

         

          ส่วนแหล่งช็อปปิ้งของฝาก ของพื้นเมือง ก็ต้องที่ตลาดสก็อต หรือ ชาวบ้านเรียกกันว่า ตลาดโบโจ๊ก ครับ มีพลอย มีหยก มีทานาคา ผงทาหน้า ผ้าซิ่น ผ้าโสร่ง และงานหัตกรรมเล็กๆน้อยๆของชาวเมียนมาร์ครับ  จากย่างกุ้งเราก็มีโอกาสได้เดินทางไปพักค้างคืนที่เมืองพะอัน รัฐกะเหรี่ยงและ เมืองเมาะละแหม่ง หรือ เมาะลำไย ในรัฐมอญอีกด้วย ซึ่งทั้งสองเมือง ถนนหนทางดี สะอาดสะอ้าน ที่พักสะดวกสบาย อาหารการกินก็คล้ายกับอาหารไทยมาก  เรียกว่านอกเมืองท่องเที่ยวและเขตธุรกิจของเมียนมาร์ ก็ยังสะดวกสบายพอสมควร ไม่กันดารเลยครับ  โดยเฉพาะในเมาะละแหม่ง เศรษฐกิจการค้าค่อนข้างคึกคัก  มีโรงแรมใหญ่หรูหราระดับ 4 ดาวที่เดียว

          สรุปว่าการเดินทางทริปคาราวานเปิดประตูอาเซี่ยนสู่เมียนมาร์ เพื่อท่องดินแดนแห่งพุทธศาสนาและเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-เมียนมาร์ในครั้งนี้ แม้จะเป็นวงรอบเล็กในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็คุ้มค่ามากครับ หลายท่านเสียดายที่ไม่ได้ไปวงรอบใหญ่ครบเส้นทาง แต่ไม่ต้องกังวลครับ

                   ด้วยความขอบคุณที่ติดตามผลงาน จาก สมศักดิ์ 01 ครับ

 

view